เรื่องนี้ต้องขยาย : พระอานนท์ (ตอนที่ 4)

0
8

เรื่องนี้ต้องขยาย (พระอานนท์ ตอนที่ ๔)
๖ กันยายน ๒๕๖๕

การทำหน้าที่เป็นพุทธอุปฐากของพระอานนท์ นอกจากจะคอยรับใช้องค์พระบรมศาสดา แล้วยังได้ทำหน้าที่สนองงานในองค์พระบรมศาสดา ต่อภารกิจที่ทรงเห็นว่าควรจะให้ท่านพระอานนท์ได้ทำเช่น กรณีมีรับสั่งให้ท่านไปพานางยักษิณีกาลีมาเข้าเฝ้า เพื่อระงับการจองเวรของนางยักษิณี

เรื่องมีอยู่ว่า

***********************************************

ที่เมืองสาวัตถี มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เมื่อบิดาสิ้นชีพแล้วก็ทำงานอย่างหนักทั้งงานบ้านและนอกบ้าน เพื่อหาเลี้ยงมารดา

มารดาสงสารเขาจึงบอกว่า ลูกเอยเจ้าจงหาหญิงคนหนึ่งมาเป็นเมีย
เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระในบ้านลงบ้าง แต่ลูกชายก็ห้ามเสียหลายครั้งหลายหน

เขาบอกแก่มารดาว่ายังไม่ต้องการ แต่ฝ่ายมารดาต้องการจึงออกจากบ้านแล้วไปสู่ตระกูลหนึ่งเพื่อสู่ขอหญิงในตระกูลนั้นมาเป็นเมียของลูกชาย เขาจึงว่าหากแม่จะจะหาหญิงมาเป็นเมียของลูกจริงๆ ก็จงไปสู่ขอหญิงในสกุลที่ลูกชอบ เขาได้บอกชื่อสกุลให้มารดา

มารดาของเขาไปสู่ขอหญิงสกุลนั้นมาให้บุตรชายแล้ว แต่หญิงนั้นเป็นหมัน มารดาจึงพูดกับบุตรชายว่า อันตระกูลที่ไม่มีบุตรย่อมขาดสูญเพราะฉะนั้นแม่จะไปหาเมียให้ลูกอีกคนหนึ่ง มาให้เป็นภรรยาของเจ้า เจ้าจะได้มีลูกไว้สืบสกุล

บุตรชายกล่าวว่าอันการจะไปหาหญิงอื่น มาเป็นเมียของลูกอีกคนหนึ่งนั้น ไม่จำเป็น แต่มารดาก็ยังพูดรบเร้าอยู่บ่อยๆ

ลูกสะใภ้เมื่อได้ยินบ่อยๆ จึงคิดว่า “ธรรมดาบุตรย่อมฝืนมารดาไปได้ไม่นาน อีกสักหน่อยก็คงยอมให้นำสตรีอื่นมา หากเธอมีลูกตัวเราก็จะลดฐานะลงมาเป็นหญิงรับใช้ อย่ากระนั้นเลยเราควรจะจัดการหาหญิงนั้นเสียเองเพื่อจักอยู่ใต้อำนาจเรา”

นางคิดดังนี้แล้ว จึงไปนำหญิงคุ้นเคยกับเธอจากตระกูลหนึ่งมาเป็นเมียน้อยของสามี

แรกๆ เมียหลวงเมื่อรับเอาผู้หญิงมาเป็นเมียน้อยของสามีก็ดีต่อกันแต่พอนานเข้า เมียหลวงเกิดจิตริษยาขึ้นด้วยกลัวว่าตนจะตกต่ำหากภรรยาน้อยมีลูกขึ้นมา

นางจึงคิดทำลายครรภ์ของภรรยาน้อย นางได้สั่งไว้ว่า เมื่อใดมีครรภ์ขอให้บอกนางแต่เนิ่นๆ ภรรยาน้อยพาซื่อ คิดว่าเขาหวังดีกับตัวพอตั้งครรภ์ก็บอกนางเมียหลวงนางจึงประกอบยาใส่ลงไปในอาหาร โดยทำนองนี้ครรภ์ของภรรยาน้อยจึงตกไป (แท้ง) ถึง ๒ ครั้ง

พอครั้งที่สาม ภรรยาน้อยไปปรึกษากับเพื่อน พวกเพื่อนๆ พูดเป็นทำนองให้เฉลียวใจถึงพฤติกรรมของภรรยาหลวง นางจึงระวังตัว คราวนี้ไม่ยอมบอก พยายามถนอมตัวจนครรภ์แก่

นางเมียหลวงไม่ได้ช่องที่จะผสมยาลงไปในอาหารได้ เพราะเมียน้อยระวังตัวอยู่จนกระทั้งครรภ์แก่ อยู่มาวันหนึ่งนางจึงได้โอกาสที่จะให้เมียน้อยที่ตั้งครรภ์ได้กินยาขับ แต่ครรภ์ก็ไม่ตกเพราะครรภ์แก่เสียแล้ว แต่กลับเด็กนอนขวาง

ภรรยาน้อยได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัสจนสิ้นชีวิต ก่อนสิ้นชีพได้อธิษฐานขอจองเวรกับหญิงนั้น นางตายแล้วไปเกิดเป็นแมวตัวเมียในเรือนนั่นเอง

ฝ่ายสามีของนางรู้ว่าภรรยาหลวงประกอบยาทำลายครรภ์ของภรรยาน้อยถึง ๓ ครั้ง โกรธจัดจึงฆ่าเมียหลวงเสีย นางจึงไปเกิดเป็นแม่ไก่อยู่ในบ้านของสามี

พอแม่ไก่ตกไข่และฟักออกมาเป็นลูกไก่ แมวก็ไปกินเสียถึง ๓ ครั้ง แม่ไก่ผูกพยาบาทขอให้ได้เกิดเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งที่พอทำร้ายนางแมวได้

แม่ไก่ไปเกิดเป็นเป็นแม่เสือเหลือง ส่วนนางแมวไปเกิดเป็นแม่เนื้อพอแม่เนื้อคลอดลูกแม่เสือเหลืองก็มากินเสียทุกครั้ง

แม่เนื้อผูกพยาบาทตายจากชาตินั้นไปเกิดเป็นนางยักษิณีนามว่ากาลี แม่เสือไปเกิดเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดา เมื่อหญิงนั้นคลอดลูก นางยักษิณีก็ปลอมแปลงตัวเป็นหญิงสหายของเธอมากินลูกเสียทุกครั้ง

พอครั้งที่ ๓ หญิงนั้นหนีไปคลอดลูกที่อื่น และนางยักษิณีกาลีขณะนั้นติดเวรทำหน้าที่ส่งน้ำให้ท้าวเวสสุวรรณเสียหลายเดือน พอออกเวรก็รีบมายังบ้านของหญิงนั่น

จึงทราบว่า เธอเดินทางไปคลอดลูกที่บ้านเดิม คือบ้านพ่อแม่ของนาง ยักษิณีกาลี พอได้รู้ดังนั้นด้วยกำลังแห่งการพยาบาทจองเวร นางจึงรีบวิ่งไปยังตำบลบ้านที่นางหญิงนั้นหลบไปคลอดลูก

เวลาต่อมา หญิงคู่เวรของนางยักษิณีกาลี ได้คลอดลูกแล้วกำลังเดินทางกลับมาบ้านสามีพร้อมด้วยสามี ครั้นมาถึงสระแห่งหนึ่งหน้าวัดเชตวัน สามีลงอาบน้ำในสระ นางยืนอุ้มลูกให้ดื่มนมคอยอยู่ริมสระอันร่มรื่นนั้น

เวลานั้นหญิงแม่ลูกอ่อนได้เหลือบมาเห็นนางยักษ์กำลังวิ่งมาทางทิศที่ตนยืนอยู่อย่างเร็ว จึงร้องตะโกนเรียกสามีให้รีบขึ้นมาช่วย เมื่อเห็นว่าสามีจะขึ้นมาไม่ทัน นางยักษ์วิ่งมากระชั้นชิดแล้ว นางจึงอุ้มลูกวิ่งหนีเข้าวัดเชตะวัน

เวลานั้น พระศาสดากำลังประทับแสดงธรรม อยู่ท่ามกลางบริษัทในธรรมสภา เธอนำลูกไปวางไว้ใกล้บาทแห่งพระผู้มีพระภาค ละล่ำละลักทูลว่า

“ข้าแด่พระพุทธองค์ผู้ประเสริฐ ขอได้โปรดเป็นที่พึ่งของเด็กคนนี้ด้วยเถิด พระเจ้าข้า”

นางยักษ์วิ่งไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด พอถึงประตูวัดเชตะวัน สุมนเทพ ผู้สิงอยู่ที่ซุ้มประตูไม่ยอมให้เข้า

(สุมนเทพ ๑ ใน ๔ เทพของลังกา เป็นเทพผู้ปกปักเขาสุมณกูฏ บนเกาะศรีลังกา ที่มีรอยพระพุทธบาทอยู่ข้างบนยอด)

พระศาสดาทรงทราบเหตุการณ์ทั้งปวงโดยตลอด จึงทรงมีพุทธบัญชารับสั่งให้พระอานนท์ไปนำนางยักษ์กาลีเข้ามาเฝ้า เมื่อหญิงนั้นเห็นนางยักษ์เข้ามาก็ตกใจกลัว ร้องขอให้พระศาสดาช่วย พระศาสดาตรัสปลอบว่า

“อย่ากลัวเลย ณ ที่นี้ นางยักษ์จะทำอันตรายไม่ได้”

ดังนี้แล้วทรง ตรัสกับนางยักษ์ว่า

“ดูก่อน ยักษิณีและกุลธิดา เพราะเหตุไรเจ้าทั้งสองจึงจองเวรกันเช่นนี้
ถ้ามิได้พบพระพุทธเจ้าเช่นเราเวรของเจ้าทั้งสองก็จะดำรงอยู่ชั่วกัป เหมือนเวรของงูกับพังพอน หมีกับไม้ตะคร้อ และของกากับนกเค้า

เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร นี่เป็นกรรมเก่า”

พระศาสดาทรงยังพระธรรมเทศนา ให้พิสดารโดยอเนกปริยายในกาลจบเทศนา นางยักษ์ได้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นโสดาบัน เป็นผู้มีศีล ๕ สมบูรณ์ พระศาสดารับสั่ง ให้หญิงนั้นส่งลูกให้ยักษิณี

กุลธิดากราบทูลว่าเธอกลัว พระศาสดาตรัส อย่ากลัวเลย อันตรายจากยักษิณีนี้จักไม่มีแล้ว นางจึงส่งลูกให้ นางยักษ์รับเด็กมากอดจูบแล้วส่งคืนให้มารดา ยางยักษ์จึงร้องไห้ พระศาสดาตรัสถามว่า ร้องไห้ทำไม นางยักษ์จึงทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ เมื่อก่อนนี้ ข้าพระพุทธเจ้าหากินโดยไม่เลือกทางก็ยังไม่สามารถหาอาหารมาให้พอเต็มท้องได้ บัดนี้ข้าพระองค์เป็นผู้ยึดมั่นในศีลแล้ว นับต่อจากนี้ไปข้าพระพุทธเจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร

พระศาสดาจึงทรงมีรับสั่งให้หญิงแม่ลูกอ่อนนั้น นำนางยักษ์ไปเลี้ยงไว้ที่บ้าน ให้ข้าวและน้ำกระทำอุปการะอย่างดี ยักษิณีรู้อุปการะของหญิงนั้นแล้ว ช่วยบอกว่าปีนี้ฝนจะตกมากให้ทำนาบนที่ดอน ปีนี้ฝนจะตกน้อย ให้ทำนาในที่ลุ่ม กุลธิดาได้ทำตามคำแนะนำของยักษิณี ได้ข้าวดีทุกปี

คนชาวบ้านทั้งหลายรู้ข่าวเข้า ก็ชวนกันมาถามนางยักษ์บ้าง นางยักษิณีก็บอกให้คนทั้งหลายเมื่อเห็นคุณแห่งนางยักษ์จึงได้นำข้าว น้ำและผลไม้ มาให้ยักษิณีเป็นการตอบแทนทั้งสองฝ่ายต่างมีอุปการะซึ่งกันและกันด้วยประการฉะนี้

พุทธะอิสระ

——————————————–