ถามมา ตอบไป 29เม.ย.2565

0
9
ถามมา ตอบไป
๒๙ เมษายน ๒๕๖๕
 
ถามจริงสุวิทย์ ต่างคนต่างอยู่ไม่ได้หรือไง ทำไมต้องมาเสือกเรื่องของชาวบ้านเขาด้วย ?
พุทธวจน เคยไปมีปัญหาอะไรกับมึงหรือ ?
ท่านอาจารย์ไม่เคยกล่าวว่า หรือให้ร้ายใครเลย ทำไมมึงถึงได้มาวุ่นวายอะไรนักหนา ?
แล้วไอ้ที่สุวิทย์บอกว่า ท่านอาจารย์ไปเปิดของลับให้สาวดู มีหลักฐานไม๊ เที่ยวกล่าวหาเขาไปทั่วแบบนี้มันควรลากคอไปติดคุกอีกซักรอบมั้ย ?
 
ตอบ :
คุณแฟนคลับพุทธวจน
ดูท่าคุณคงจะโกธรฉันน่าดู ถึงได้ระบายอารมณ์ใส่ฉันเสียขนาดนี้ ก็พอเข้าใจได้นะ คนมันกำลังลุ่มหลง หน้ามืดตามัว แยกผิดแยกถูกยังไม่ออก
ถ้าด่าฉันแล้ว จะทำให้คุณสบายใจ ไม่มีโทษมีภัยก็เชิญด่าเถิด แต่ถ้าด่าแล้วจะเป็นเวรเป็นกรรม มีโทษมีภัย ก็อย่าหาทำ เพราะถึงเวลาชดใช้เวรกรรมเขาไม่รับการไหว้สวย รวยกระเช้า หรือจะมากล่าวอ้างว่า รู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่ได้นะจ๊ะ
แน่หละพุทธวจน ไม่เคยมีปัญหาอะไรกับฉัน แต่เป็นปัญหากับพระพุทธศาสนา เป็นปัญหากับพระไตรปิฎก เป็นปัญหากับสังฆมณฑลเป็นที่เขาใช้ เขาปฏิบัติกันมาเป็นพันๆ ปี
ซึ่งผู้ที่รวบรวมพระธรรมคำสอนแล้ว เรียบเรียงเอาไว้เป็นหมวดหมู่ ขนานนามไว้ว่า
– พระสุตตันตปิฎก
– พระวินัยปิฎก
– พระอภิธรรมปิฎก
ท่านเหล่านั้นก็มีตั้งแต่พระอรหันต์ยันปราชญ์ ราชบัณฑิต ซึ่งมีชีวิตอยู่ทันพระพุทธเจ้าทั้งนั้น แม้สมัยต่อๆ มาผู้เรียบเรียงจะเกิดไม่ทันพระพุทธเจ้า เขาก็รักษาข้อวัตรปฏิบัติและหลักธรรมคำสอนของเดิมเอาไว้ทั้งหมด ไม่มีข้อไหนตัดทอนทิ้ง
ซึ่งวิธีนี้ได้ถูกส่งมอบสืบทอดกันมาเป็นพันๆ ปีแล้วและเป็นที่ยอมรับทั้งยังส่งมอบ สืบทอดกันต่อๆ มา
แล้วอาจารย์คุณเกิดมาได้ไม่กี่ฤดูฝนเป็นอรหันต์หรือจึงทำมาเป็นอวดรู้
แม้อุปัชฌาย์ อาจารย์ของตนเองตักเตือนก็ยังไม่สำเหนียก
ใช้อัตโนมติเอาความเห็นของตนเป็นใหญ่ ทำอย่างกับตนเป็นศาสดาชี้ถูกชี้ผิดเรื่องธรรม เรื่องวินัย ทั้งที่หมู่สงฆ์ส่วนใหญ่เขาปฏิบัติกันมาเป็นพันๆ ปี
มีมนุษย์ที่ไหนในโลกนี้ ชี้หน้าด่าว่า พ่อแม่ตนเองว่าไม่บริสุทธิ์ ไม่ถูกต้อง
ทั้งที่การที่อาจารย์คุณเข้ามาบวชได้ ก็ด้วยมติของหมู่สงฆ์ โดยมีพระอุปัชฌาย์เป็นผู้นำพาเข้าหมู่สงฆ์
พอได้ห่มผ้าเหลืองอยู่ไม่กี่ปี ก็ทำอวดรู้ อวดดี ตำหนิติเตือนพระธรรมวินัย และหมู่สงฆ์ที่ปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย ตามแบบแผนอันเป็นวัตรปฏิบัติที่งดงาม แบบนี้มันอกตัญญูชัดๆ
พฤติกรรมเช่นนี้แหละ ที่พุทธะอิสระรับไม่ได้และก็เชื่อว่า หมู่คนผู้รู้จริง ปฏิบัติได้ผลจริง มีสติปัญญาท่านเหล่านั้นก็คงรับไม่ได้
แต่ที่ท่านนิ่งเฉย ก็คงเป็นเพราะท่านไม่อยากเอานิ้วไปแหย่ขี้
สำหรับพุทธะอิสระไม่ชอบขี้ เหม็นกลิ่นขี้ เมื่อเจอขี้ก็ต้องชำระล้าง น้ำฉีด ให้ขี้มันพินาศไป ขืนปล่อยเอาไว้รังแต่จะสร้างมลภาวะ ให้แก่ผู้ที่พบเห็น
อาจารย์ของคุณมักชอบกล่าวอ้างยกพุทธวจน อยู่จนติดปาก ขอถามอาจารย์คุณหน่อยว่า มีพุทธวจนตอนไหนสอนว่า ผู้สดับพุทธวจน และปฏิบัติตาม เมื่อตายแล้วร่างกายจะไม่เน่าเปื่อย แถมมีสีคล้ายทองเหลืองอร่าม
คุณลองไปถามอาจารย์ของคุณซิว่า พระพุทธเจ้าองค์ใดสอน
พุทธะอิสระศึกษามารู้แต่ว่า
พระพุทธองค์ทรงตรัสเตือนก่อนปรินิพพานว่า
 
*****************************
หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า
วะยะธัมมาสังขารา
สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ
ท่านทั้งหลาย จงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
อะยัง ตะภาคะตัสสะ ปัจฉิมา วาจา
นี่เป็นพระวาจาครั้งสุดท้าย ของเราตถาคต
*****************************
 
เมื่อทรงสอนว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา แล้วเมื่อตายแล้วมันจะไม่เน่าไม่เปื่อยได้อย่างไร ไม่เปลี่ยนแปลงได้อย่างไร
อีกทั้งยังทรงสอนไว้ใน อนัตตลักขณสูตร ว่า
สัพเพ สังขารา อะนิจจา   สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
สัพเพ สังขารา ทุกขา     สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์
สัพเพ สังขารา อะนัตตา  สังขารทั้งหลายไม่มีตัวตน
สัพเพ ธัมมา อะนัตตา    แม้ธรรมทั้งหลายก็ไม่มีตัวตน
เช่นนี้ลัทธิพุทธวจนของอาจารย์คุณยังกล้า หน้าด้านสอนว่า ตายแล้วไม่เน่าเปื่อย แถมยังมีสีทองเหลืองอร่าม นี่มันศาสดาของศาสนาไหน
ตัวอย่างความวิปริตในคำสอนของอาจารย์คุณที่ยกมาเป็นเพียงแค่ ๑ ในร้อยของความวิปริตที่อาจารย์คุณได้กระทำย่ำยีต่อพระพุทธศาสนา
วันนี้ขอตอบแค่นี้ก่อนนะจ๊ะ พรุ่งนี้ค่อยมาว่ากันใหม่
 
พุทธะอิสระ
——————————————–