ประวัติพระปฏาจาราเถรี (ตอนที่ 2)

0
32

ประวัติพระปฏาจาราเถรี (ตอนที่ ๒)
๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗

ความเดินตอนที่แล้วจบลงตรงที่ นางปฏาจารา กลายเป็นบ้าเดินแก้ผ้าแก้ผ่อน ร้องห่มร้องไห้ ละเมอเพ้อเรียกแต่ลูก แต่ผัว แต่พ่อแม่ ที่ต้องมาตายจากนางไปอย่างปัจจุบันทันด่วน จนนางมิอาจจะต้านทานแรงบีบคั้นทางจิตใจ ที่ต้องสูญเสียคนที่รักไปถึง ๖ ชีวิต ในเวลาไล่เลี่ยกัน

จนเป็นเหตุทำให้นางต้องเสียสติ กลายเป็นคนวิกลจริต ผ้าผ่อนหลุดลุ่ย เหม่อลอย เดี๋ยวก็ร้องไห้เดี๋ยวก็หัวเราะ เดี๋ยวก็เอาแต่เรียกลูก เรียกผัว เรียกพ่อแม่ นางมีพฤติกรรมอยู่เช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ขณะนั้น พระพุทธองค์ ทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางพุทธบริษัท ทรงทราบด้วยพระฌานว่า นางปฏาจารามีอุปนิสัยแห่งพระอรหันต์ จึงบันดาลให้นางเดินทางมายังวัดพระเชตวัน นางได้เดินมายืนที่เสาศาลาโรงธรรม อยู่ท้ายสุดพุทธบริษัท หมู่คนทั้งหลายพากันขับไล่นางให้ออกไป แต่พระบรมศาสดาตรัสห้ามไว้ แล้วตรับกับนางว่า “จงกลับมาตั้งสติได้แล้วน้องหญิง”

ด้วยพุทธานุภาพ นางกลับได้สติในขณะนั้นเอง มองดูตัวเองเปลือยกายอยู่ รู้สึกอายจึงนั่งลง อุบาสกคนหนึ่งโยนฝ้าห่มกายมาให้นางนุ่งห่ม นางเข้าไปกราบถวายบังคมพระศาสดาที่พระบาท แล้วกราบทูลเคราะห์กรรมของนาง ให้ทรงทราบโดยลำดับ พระพุทธองค์ได้ตรัสพระดำรัสว่า:-

“อย่าคิดเลย ปฏาจารา เธอมาอยู่ในสำนักของผู้สามารถจะเป็นที่พึ่งพำนักอาศัยของเธอได้แล้ว เธออย่าได้คร่ำครวญต่อสิ่งที่สูญเสียดังที่ปรากฎแก่เธอ

บัดนี้ บุตรคนหนึ่งของเธอถูกเหยี่ยวเฉี่ยวไป บุตรอีกคนหนึ่งถูกน้ำพัดไป สามีของเธอตายแล้วที่ทางเปลี่ยว มารดาบิดาและพี่ชายถูกเรือนทับตายไปแล้ว น้ำตาที่ไหลออกของเธอผู้ท่องอยู่ในสงสารนี้ ยังมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ ฉันนั้น”

ทรงตรัสดังนี้แล้ว จึงทรงตรัสพระคาถานี้ว่า:-

“น้ำในสมุทรทั้ง ๔ ยังมีประมาณน้อยกว่า น้ำตาของคนผู้อันทุกข์ครอบงำแล้ว ความเศร้าโศกนั้นมีมากกว่าน้ำในมหาสมุทรนั้นเช่นนี้แล้ว เหตุไร เธอจึงยังตั้งอยู่ในความประมาทอยู่เล่า? น้องหญิง”

เมื่อพระศาสดาตรัส อนมตัคคปริยายสูตรจบลง ความเศร้าโศกของนาง ได้ถึงความเบาบางลง

(อนมตัคคะ แปลว่า มีเบื้องต้นและที่สุดอันบุคคลหากไปตามรู้และควบคุม บังคับบัญชาไม่ได้แล้ว)

ลำดับนั้น พระบรมศาสดาทรงทราบว่าความเศร้าโศกของนางได้เบาบางลงแล้ว จึงทรงตรัสเตือนอีกว่า

“ปฏาจารา ขึ้นชื่อว่าปิยชนผู้มีบุตรเป็นต้น ไม่อาจหักห้าม หรือป้องกันผู้ที่จะไปสู่ปรโลกได้
เพราะฉะนั้น บุตรและสามีเหล่านั้นถึงมีชีวิตอยู่ ก็ชื่อว่าย่อมไม่มีอยู่จริง ส่วนบัณฑิตผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลแล้ว ควรเดินตามมรรควิถีที่ยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน จึงจึกพ้นจากความเศร้าโศกได้ดังนี้”

เมื่อจะทรงแสดงธรรม ทรงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า:-

“บุตรทั้งหลาย ไม่สามารถที่จะต้านทานมรณกรรมได้ แม้มีเพื่อคิดจะช่วยต้านทาน รวมทั้งบิดา มารดา และหมู่ญาติอันเป็นที่รักทั้งหลาย ก็มิอาจต้านทานมรณกรรมเหล่านั้นได้

ถึงพวกพ้องก็มิอาจ เมื่อบุคคลถูกความตาย ครอบงำแล้ว ความต้านทานในมรณกรรมของหมู่ญาติทั้งหลาย ย่อมไม่อาจเกิดได้เลย

บัณฑิตย่อมรู้ถึงอำนาจของมรณะ อันเป็นประโยชน์ของผู้รู้นั้นแล้ว จึงสำรวมในศีล พึงชำระทางไปนิพพานโดยเร็วทีเดียว.”

ในกาลจบเทศนา นางปฏาจาราเผากิเลสมีประมาณเท่าฝุ่นในแผ่นดินใหญ่แล้ว ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ชนแม้เหล่าอื่นเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล

ดังคำว่า พระธรรม คือ เครื่องชำระล้าง เครื่องฟอก เครื่องขจัด เครื่องขัดเกลาจิตวิญญาณ กมลสันดาน ให้บรรเทาห่างไกลจากเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง

พุทธะอิสระ

——————————————–

ลิ้งค์จาก : https://www.facebook.com/buddha.isara/posts/pfbid036kHcdR3Ao14mmE46FKp6UsJw4D86CHPAvJx1Yukh6tTeVjPtm4qxARn7ziCxEgZ5l