ประวัตินางวิสาขาอุบาสิกา (ตอนที่ 5)

0
24

ประวัตินางวิสาขาอุบาสิกา (ตอนที่ ๕)
๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๖

ตอนที่แล้วจบลงตรงที่ธนญชัยเศรษฐี บิดาของกุมาริกาวิสาขา ได้ให้โอวาท ๑๐ ประการอันลูกผู้หญิงพึงรู้พึงกระทำ เมื่อแต่งงานมีครอบครัวเป็นของตนเองแล้ว

ต่อมาธนญชัยเศรษฐี ใช้เวลาถึง ๔ เดือนในการเตรียมทรัพย์สมบัติ เพื่อมอบให้แก่นางวิสาขา สำหรับใช้สอย เมื่อไปอยู่ในตระกูลของสามี เฉพาะเครื่องประดับมหาลดาปสาธน์ เพียงอย่างเดียว ก็ใช้เวลาทำถึง ๔ เดือน เช่นกัน เมื่อถึงกำหนด นางวิสาขาได้ออกเดินทางไปยังตระกูลของสามี พร้อมด้วยข้าทาสบริวาร ทรัพย์สินเงินทอง ของใช้อเนกอนันต์ และโคกระบืออีกมากมายมหาศาล ที่บิดาจัดการมอบให้

แม้กระนั้น โคกระบือที่อยู่ในคอก ที่นอกจากบิดามอบให้ ยังทำลายคอกวิ่งออกตามขบวน ของนางวิสาขาไปอีก จำนวนมาก ทั้งนี้ ด้วยอานิสงส์แห่งการทำบุญ ถวายทานที่นางทำไว้ในอดีตชาติ คือ ในครั้งที่นาง วิสาขา เดิมเป็นธิดาของพระเจ้ากิกิ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ นางได้ถวายอาหาร แก่ พระภิกษุสามเณรเป็นประจำ และทั้ง ๆ ที่พระภิกษุสามเณรกล่าวว่า “พอแล้ว ๆ” ก็ยังตรัสว่า “พระคุณเจ้าสิ่งนี้อร่อย สิ่งนี้น่าฉัน” แล้วก็ถวายเพิ่มขึ้นอีก ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายเพิ่มนี้ บันดาลให้โคเหล่านั้น แม้จะมีคนห้ามมีคอกกั้นอยู่ มีเชือกผูกล่ามไว้ ก็ยังโดดออกจากคอก สลัดจนหลุดจากเชือก วิ่งตามขบวนของนาง วิสาขาไปอีกจำนวนมาก

เมื่อเวลาถึงประตูนครสาวัตถี นางวิสาขาครุ่นคิดว่า

“เราจักนั่งในยานที่ปกปิดเข้าไปหรือหนอ? หรือจะยืนอยู่บนรถเข้าไป.”

ต่อมานางจึงได้สมัครใจไว้ว่า

“เมื่อเราไปด้วยยานที่ปกปิด ความวิเศษแห่งเครื่องประดับชื่อมหาลดาปสาธน์จักไม่ปรากฏแก่สายตามหาชนชาวพระนครสาวัตถี ที่มาห้อมล้อมยืนเฝ้าดูขบวนของเราอยู่”

นางจึงขึ้นไปยืนอยู่บนรถแสดงตนแก่ชาวนครให้ได้เห็น แล้วขบวนของนางก็ตรงเข้าไปสู่นคร ชาวกรุงสาวัตถี เห็นสมบัติของนางวิสาขาแล้ว จึงพากันพูดว่า “ได้ยินมาว่า หญิงนั่นชื่อวิสาขา เป็นบุตรของมหาเศรษฐีผู้มีทรัพย์ถึง ๘๐ โกฏิ ผู้มาจากพาราณสี สมบัติเห็นปานนี้ นี้สมควรแก่ความงดงามของนางโดยแท้.”

นางวิสาขานั้น เข้าไปสู่เรือนของเศรษฐี ด้วยสมบัติอันมาก อีกทั้งขณะที่นางมาถึง ชาวนครทั้งสิ้น ได้ส่งบรรณาการของขวัญวันแต่งงานมาให้นางวิสาขาตามกำลังของตน อีกมากมายมหาศาล ด้วยต่างคนต่างคิดว่า

“ธนญชัยเศรษฐี ได้เคยต้อนรับแก่พวกเราอย่างมากมาย เมื่อพวกเราไปยังเมืองสาเกตของท่านเช่นนี้” นางวิสาขาจึงได้บริจาคเครื่องบรรณาการของขวัญที่เขาส่งมานั้น ให้เป็นประโยชน์แก่ตระกูลอื่นๆ ทั่วทั้งพระนครนั้น

อีกทั้งนางยังกล่าวถ้อยคำอันเป็นที่น่ารัก เหมาะแก่วัยของคนเหล่านั้น ๆ ว่า“ท่านจงให้สิ่งนี้แก่คุณแม่ของฉัน จงให้สิ่งแก่คุณพ่อของฉัน จงให้สิ่งนี้แก่พี่ชายน้องชายของฉัน จงให้สิ่งนี้แก่พี่สาวน้องสาวของฉัน” เรียกว่า ทุกคนในพระนครสาวัตถีล้วนเป็นญาติของนางไปทั้งพระนคร ดังนี้แล้ว จึงส่งบรรณาการไป

ต่อมาในตอนกลางคืน นางแม่ม้าอาชาไนยของนางได้ตกลูก นางให้พวกทาสีถือประทีปไปในที่นั้นแล้วอาบน้ำให้นางแม่ม้านั้นด้วยน้ำอุ่น พร้อมทั้งทาด้วยน้ำมันหอม แล้วจึงกลับไปยังที่อยู่ของนางตามเดิม.

ทางฝ่ายมิคารเศรษฐี ผู้เป็นพ่อสามีของกุมาริกาวิสาขา เมื่อทำอาวาหมงคลของบุตรชายนั้นก็หาได้คำนึงถึงพระตถาคต แม้พระองค์จะทรงประทับอยู่ในวิหารที่ไม่ใกล้ แต่เศรษฐีนั้นกลับไม่สนใจ ด้วยเพราะเศรษฐีมีความเลื่อมใสในอเจลกะ (สมณะเปลือย) อยู่มานานแล้วจึงคิดว่า

“เราจักทำสักการะ แต่เฉพาะพระผู้เป็นเจ้าของเราเท่านั้น” ดังนี้

วันหนึ่งจึงให้คนหุงข้าวปายาสข้นบรรจุในภาชนะใหม่ หลายร้อยสำรับแล้วให้บริวารไปนิมนต์พวกอเจลกะ ๕๐๐ คน เข้ามารับข้าวปายาสในเรือนตนพร้อมทั้งแจ้งข่าวนั้นแก่นางวิสาขาลูกสะใภ้

เมื่อนางวิสาขากุมาริกามาถึงเรือนของพ่อสามีแล้ว มิคารเศรษฐี จึงกล่าวกับลูกสะใภ้ว่า

“ลูกพ่อ เจ้าจงมาไหว้พระอรหันต์ของพ่อ เพื่อความเป็นมงคลของเจ้า”

นางเป็นอริยสาวิกาผู้โสดาบัน พอได้ยินคำว่า “อรหันต์” นางจึงร่าเริงยินดี รีบเข้าไปสู่ที่บริโภคแห่งอเจลกะเหล่านั้น แลดูอเจลกะเหล่านั้นแล้ว คิดว่า “ผู้เว้นจากหิริโอตตัปปะอย่างนี้ย่อมชื่อว่าพระอรหันต์ไม่ได้ เหตุไร พ่อผัวจึงให้เรียกเรามาไหว้ผู้ไม่มีความระอายเช่นนี้ ?” นางจึงติเตียนเศรษฐีแล้ว ก็ไปที่อยู่ของตนตามเดิม.

พวกอเจลกะ (คนผู้ถือลัทธิเปลือยกาย) เห็นอาการของนางวิสาขานั้นแล้ว จึงติเตียนเศรษฐีเป็นเสียงเดียวกันว่า

“คฤหบดี ท่านหาลูกสะใภ้ที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้วหรือ จึงให้สาวิกาของสมณโคดมซึ่งเป็นนางกาลกิณีตัวสำคัญเข้ามาในที่นี้? จงขับไล่นางออกจากเรือนนี้โดยเร็ว”

เศรษฐีนั้นคิดว่า “เราไม่อาจให้ขับไล่นางออกไป ด้วยเหตุเพียงถ้อยคำของท่านเหล่านี้เท่านั้น นางเป็นธิดาของสกุลใหญ่” ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า

“พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย อย่าไปถือสาอะไรกับเด็กผู้ไม่รู้ประสาสิ่งใดเลย ท่านทั้งหลายนิ่งเสียเถิด” ครั้นเมื่อส่งอเจลกะเหล่านั้นกลับไปแล้ว ก็นั่งบนอาสนะอันมีค่ามาก บริโภคข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยในถาดทองคำ

ในสมัยนั้น พระเถระผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ ก็ได้เข้าไปสู่เรือนของมิคารเศรษฐีนั้น

นางวิสาขายืนปรนนิบัติพัดให้พ่อผัวอยู่ เห็นพระเถระรูปนั้นแล้วจึง คิดว่า “การที่เราจะบอกพ่อผัวว่ามี พระมาบิณฑบาตรนั้นไม่ควร ” นางจึงได้เลี่ยงออกไปยืนโดยลักษณะที่พ่อผัวนั้นจะเห็นพระเถระได้ แต่เศรษฐีนั้นเป็นพาล แม้เห็นพระเถระ ก็แกล้งทำเป็นเหมือนไม่เห็น ก้มหน้าบริโภคอยู่นั่นเอง.

นางวิสาขารู้ว่าพ่อผัวของตนแม้เห็นพระเถระ ก็ไม่เอาใจใส่จึงกล่าวว่า

“นิมนต์ไปข้างหน้าเถิด เจ้าข้า พ่อผัวของดิฉันกำลังบริโภคของเก่า”

เศรษฐีนั้น แม้อดกลั้นได้ในเวลาที่พวกนิครนถ์บอกให้ไล่นางวิสาขาออกไปจากเรือน แต่ในครั้งนี้ก็ทนไม่ได้จึงกล่าวว่า

“ท่านทั้งหลายจงนำข้าวปายาสนี้ไปเสียจากที่นี้ จงขับไล่นางนั่นออกจากเรือนนี้ นางคนนี้ทำให้เราเป็นผู้ชื่อว่าเคี้ยวกินของไม่สะอาด ในกาลมงคลเช่นนี้.”

แต่ทาสและกรรมกรทั้งหมดในเรือนนั้น ล้วนเป็นคนของนางวิสาขา จึงไม่กล้าที่จะเข้าใกล้ ใครจักกล้าจับนางที่มือหรือที่เท้า แม้ผู้ที่กล้าจะกล่าวด้วยปากก็ไม่มี.

นางวิสาขาฟังคำของพ่อผัวแล้ว กล่าวว่า “คุณพ่อ ดิฉันจะไม่ออกไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ คุณพ่อมิได้นำดิฉันมา เหมือนนำนางกุมภทาสีมาแต่ท่าน้ำ ธรรมดาธิดาของมารดาบิดาผู้ยังมีชีวิตอยู่ จะไม่อออกไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เพราะเหตุนั้นแล ในเวลาจะมาที่นี้ คุณพ่อของฉันจึงได้เรียกกุฎุมพี ๘ คนมา พูดว่า “ถ้าโทษเกิดขึ้นแก่ธิดาของเราแล้ว พวกท่านพึงเป็นผู้ชำระความ” ดังนี้ คุณพ่อจงให้เรียกท่านเหล่านั้นมาแล้วให้ชำระโทษของดิฉัน.”

เศรษฐีคิดว่า “นางวิสาขานี้ พูดดี” จึงให้เรียกกุฎมพีทั้ง ๘ มาแล้วบอกว่า

“นางทาริกานี้ ว่าฉันผู้นั่งรับประทานข้าวปายาสมีน้ำข้นในถาดทอง ในเวลามงคลว่าเป็นผู้กินของไม่สะอาด พวกท่านจงพิจารณาโทษนางวิสาขานี้ แล้วจงไล่นางออกไปจากเรือนนี้.”

กุฎมพี : จริงอย่างนั้นหรือ? แม่

วิสาขา : ฉันไม่ได้พูดอย่างนั้น เมื่อพระเถระผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง ยืนอยู่ที่ประตูเรือน พ่อผัวของฉัน กำลังรับประทานขาวมธุปายาสมีน้ำน้อย ไม่ใส่ใจถึงพระเถระนั้น ฉันคิดว่า ‘พ่อผัวของเรา ไม่ทำบุญในอัตภาพนี้ บริโภคแต่บุญเก่าเท่านั้น จึงได้พูดว่า ‘นิมนต์ไปข้างหน้าเถิด เจ้าข้า พ่อผัวของดิฉันกำลังบริโภคของเก่า ’ ดิฉันจะมีโทษอะไร เพราะเหตุนี้เล่า?

กุฎมพี : ท่านเศรษฐี โทษเพราะเหตุนี้ มิได้มี ธิดาของข้าพเจ้ากล่าวชอบ เหตุไร ท่านจึงโกรธ?

เศรษฐี : ท่านทั้งหลาย โทษอันนี้ เป็นอันพ้นไปก่อน แต่คืนหนึ่ง ในมัชฌิมยาม นางวิสาขานี้มีคนใช้ชายหญิงแวดล้อมแล้ว ได้เข้าไปหลังเรือน.

กุฎมพี : จริงอย่างนั้นหรือ? แม่.

วิสาขา : พ่อทั้งหลาย ดิฉันไม่ได้ไปเพราะเหตุอื่น ก็เมื่อนางแม่ม้าอาชาไนยตกลูกแล้วใกล้เรือนนี้ ดิฉันคิดว่า ‘การที่นั่งเฉยไม่เอาเป็นธุระเสียเลย ไม่สมควร’ จึงให้คนถือประทีปไปกับพวกหญิงคนใช้ ให้ทำการดูแลแก่แม่ม้าที่ตกลูกนั้นแล้ว ด้วยเพราะเหตุนี้ ดิฉันจะมีโทษอะไร?

กุฎมพี : ท่านเศรษฐี ธิดาของพวกข้าพเจ้าทำสิ่งที่แม้พวกหญิงคนใช้ไม่พึงทำในเรือนของท่าน ท่านยังเห็นโทษอะไร เพราะเหตุนี้หรือ ?

เศรษฐี : ท่านทั้งหลาย แม้ในเรื่องนี้ จะไม่มีโทษ ก็ช่างเถอะ.แต่ว่า บิดาของนางวิสาขานี้ เมื่อกล่าวสอนนางวิสาขานี้ ในเวลาจะมาที่นี้ ได้ให้โอวาท ๑๐ ข้อซึ่งลี้ลับปิดบัง เราไม่ทราบเนื้อความแห่งโอวาทนั้น นางจงบอกเนื้อความแห่งโอวาทนั้นแก่เรา.

นางวิสาขาต้องมาเจอกับพ่อผัวและครอบครัวของพ่อที่มีมิจฉาทิฐิ เราค่อยมาตามดูกันต่อว่า นางจะเอาชนะพ่อผัวและครอบครัวของผัวที่มีมิฉาทิฐิได้อย่างไร

พุทธะอิสระ

——————————————–

ลิ้งค์จาก : https://www.facebook.com/buddha.isara/posts/pfbid02Dv8XMwC4gwCT9J93YN3yMeMDDVjnUUHEQqnJfvLMZmJfSR3PPM53RCLrCZFqJNCrl