ประวัตินางวิสาขาอุบาสิกา (มหาอุบาสิกาเลิศในผู้ถวายทาน) (ตอนที่ 1)

0
24

ประวัตินางวิสาขาอุบาสิกา (มหาอุบาสิกาเลิศในผู้ถวายทาน) (ตอนที่ ๑)
๑๗ ธันวาคม ๒๕๖๖

นางวิสาขาเป็นธิดาของนางสุมนเทวี (สุมนาเทวี) (ภริยาหลวง) บิดาชื่อธนัญชัยเศรษฐี เป็นหลานของเมณฑกเศรษฐี และนางจันทปทุมา ผู้เป็นปู่ย่า ในภัททิยนคร แคว้นอังคะ

ในพรรษาที่ ๕ แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า เวลานั้นนางมีอายุได้ ๗ ขวบ พระทศพลทรงเห็นอุปนิสัย อริยสมบัติของเมณฑกเศรษฐี และเหล่าบริวารพวกที่จะมีโอกาสบรรลุมรรคผล ต่อมาพระองค์พร้อมด้วยเหล่าภิกษุสงฆ์ เสด็จจาริกไปถึงแคว้นอังคะ

สมัยนั้น เมณฑกเศรษฐี ทราบว่าพระทศพลเสด็จมาถึงนครของตน จึงเรียกเด็กหญิงวิสาขากุมาริกา หลานสาวซึ่งขณะนั้นนางมีอายุได้ ๗ ขวบ มาแล้วสั่งอย่างนี้ว่า

แม่หนู เวลานี้เป็นมงคลอย่างยิ่งทั้งเจ้า ทั้งปู่ ที่จักได้เข้าเฝ้าองค์พระทศพลญาณ ที่กำลังเสด็จมา ณ แคว้นอังคะนี้ ฉะนั้นเจ้าจงไปสั่งให้นายกองเกวียนตระเตรียมเกวียนเอาไว้ ๕๐๐ เล่ม พร้อมด้วยพวกเพื่อนๆ เด็กหญิงของเจ้าอีก ๕๐๐ คน และพวกบ่าวรับใช้ของเจ้าอีก ๕๐๐ นาง ตามเจ้าไปเป็นบริวาร พวกเราจักไปทำการรับเสด็จพระทศพลญาณ พร้อมกัน

กุมารีวิสาขาฟังคำสั่งของปู่แล้วจึงลาออกมาปฏิบัติตาม

ครั้นถึงเวลาอันควร กุมาริกาวิสาขาและเมณฑกเศรษฐี ก็ออกเดินทางด้วยกองเกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่มเกวียน เพื่อเดินไปเข้าเฝ้าพระศาสดา ณ อุทยานที่ทรงประทับพร้อมหมู่สงฆ์ แล้วถวายบังคมพร้อมยืน ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง

ครั้งนั้น พระศาสดาทรงแสดงธรรมโปรดด้วยอำนาจปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ทำบุญอันดีมาแล้ว แต่กาลก่อนของวิสาขากุมาริกาเป็นเหตุให้เมื่อจบพระธรรมเทศนาลง กุมาริกานั้นก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พร้อมกับเด็กหญิง ๕๐๐ คน แม้แต่เมณฑกเศรษฐีผู้เป็นปู่ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลเช่นเดียวกัน

ต่อมาเมณฑกเศรษฐีนั้นจึงทูลอาราธนาพระศาสดา พร้อมหมู่สงฆ์เสด็จไปยังเรือนของตน เพื่อเสวยภัตตาหารในวันรุ่งขึ้น

พอถึงยามรุ่งอรุณพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พร้อมด้วยหมู่สงฆ์ทั้ง ๕๐๐ รูป ได้เสด็จไปยังเรือนของเมณฑกเศรษฐี

พร้อมทั้งหลานสาววิสาขาและบริวาร จึงพร้อมกันถวายอาหารอย่างประณีตของตน เมณฑกเศรษฐีพร้อมกุมาริกาวิสาขาผู้เป็นหลานได้ถวายมหาทานอยู่เช่นนี้เป็นเวลาครึ่งเดือน พระศาสดาประทับอยู่ ณ ภัททิยนครตามพุทธอัธยาศัยแล้วก็เสด็จหลีกไป

ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าพิมพิสารและพระเจ้าปเสนทิโกศลต่างก็เป็นพระภัสดา(สามี)ของพระภคินี(น้องสาว)ของกันและกัน

อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าโกศลทรงดำริว่า

“คนมีโภคะอันมหาศาลจนนับไม่ถ้วน มีบุญมากทั้ง ๕ มีอยู่ในแคว้นพระเจ้าพิมพิสาร แต่ในแคว้นของเรา ผู้มีบุญเช่นนั้น แม้เพียงคนเดียวก็ไม่มี อย่ากระนั้นเลย เราพึงไปสู่สำนักของพระเจ้าพิมพิสารขอผู้มีบุญมากสักคนหนึ่ง.”

พระองค์จึงเสด็จไปภัททิยนคร แคว้นอังคะ ครั้นเมื่อพระเจ้าพิมพิสารทรงทำปฏิสันถารทูลถามว่า “พระองค์เสด็จมา เพราะเหตุไร?” พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงตรัสว่า “หม่อมฉันมา ด้วยประสงค์ว่า คนมีโภคะนับไม่ถ้วน มีบุญมากทั้ง๕ คน อยู่ในแคว้นของพระองค์ หม่อมฉันจักทูลขอเอาสักคนหนึ่ง ขอจงพระราชทานแก่หม่อมฉันเถิด.”

องค์ราชาพิมพิสาร จึงทูลตอบว่า หม่อมฉันไม่อาจจะให้ตระกูลใหญ่ ๆ ย้ายได้.

องค์ราชาปเสนทิโกศล จึงทูลตอบว่า หากหม่อมฉันไม่ได้ เศรษฐีผู้มั่งคั่งหนึ่งใน ๕ ตระกูล แม้คนเดียว หม่อมฉันก็จักไม่กลับพระนคร

กาลต่อมาพระเจ้าพิมพิสารทรงมิอาจทนต่อการรบเร้า อ้อนวอน ของพระราชาปเสนทิโกศลต่อไปได้ จึงได้ปรึกษากับพวกอำมาตย์แล้วตรัสว่า “ชื่อว่าการย้ายตระกูลใหญ่ ๆ มีโชติยสกุลเป็นต้น อุปมาดังเช่นแผ่นดินไหว แต่บุตรของเมณฑกเศรษฐีชื่อธนญชัยเศรษฐี มีอยู่ หม่อมฉันปรึกษากับเธอเสร็จแล้ว จักถวายคำตอบแด่พระองค์” ดังนี้แล้ว รับสั่งให้เรียกธนญชัยเศรษฐีมาแล้ว ตรัสว่า

“พ่อ พระเจ้าโกศลตรัสว่า จักพาเอาเศรษฐีมีทรัพย์คนหนึ่งไป เธอจงไปกับพระองค์เถิด.”

ธนญชัยเศรษฐีทูลตอบว่า เมื่อพระองค์มีพระราชประสงค์ ข้าพระองค์ก็จักไป พระเจ้าข้า.

พระเจ้าพิมพิสาร ถ้าเช่นนั้น เธอจงทำการตระเตรียมตัวและข้าราชบริพารให้พรั่งพร้อมแล้วไปเถิด พ่อ.

ธนญชัยเศรษฐีนั้น จึงได้ทำกิจจำเป็นที่ควรทำของตนแล้วจึงเข้ามาทูลลาองค์ราชาพิมพิสาร
ฝ่ายพระราชาทรงทำสักการะใหญ่แก่เขา แล้วทรงส่งธนญชัยเศรษฐีให้แก่พระเจ้าปเสนทิโกศลไปพร้อมทรงมีพระดำรัสว่า

“ขอพระองค์จงพาเศรษฐีนี้ไปเถิด.”

องค์ราชาปเสนทิโกศล ท้าวเธอจึงพาธนญชัยเศรษฐีนั้นเสด็จไปยังโกศลนครโดยการประทับแรมราตรีหนึ่งในระหว่างทางจนเสด็จมาถึงสถานอันผาสุกแห่งหนึ่งแล้ว ก็ทรงหยุดพัก.

ครั้งนั้น ธนญชัยเศรษฐี ทูลถามท้าวเธอว่า “บริเวณนี้เป็นแคว้นของใคร พระเจ้าข้า?”

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงตอบว่า เป็นเขตแว่นแคว้นสาวัตถีนคร ท่านเศรษฐี.

ธนญชัยเศรษฐีถามว่า จากที่นี้ไปถึงเมืองสาวัตถี ไกลเท่าไร พระเจ้าข้า?

พระเจ้าปเสนทิโกศลตอบว่า ไปอีก ๗ โยชน์.

ธนญชัยเศรษฐีทูลว่า ภายในพระนครคับแคบ ชนบริวารของข้าพระองค์มีอยู่มาก ถ้าพระองค์ทรงโปรดพวกข้าพระองค์แล้วไซร้ ข้าพระองค์ขออยู่ที่นี้แหละ พระเจ้าข้า.

พระราชาทรงรับว่า “ดีละ” ดังนี้แล้ว ให้สร้างเมืองในที่นั้น ได้พระราชทานแก่เศรษฐีนั้นแล้วเสด็จกลับไป เมืองนั้นได้นามว่า “สาเกต” เพราะความที่ประเทศนั้นเศรษฐีจับจองแล้วในเวลาเย็น

พุทธะอิสระ

——————————————–

ลิ้งค์จาก : https://www.facebook.com/buddha.isara/posts/pfbid0UCA8uS6SdD9U2K8bEfowUL8i35MaMuw7MRz9CF4U4QUqVMyKU665rkj6a2VsfZ22l