ประวัติ พระกุมารกัสสปเถระ (ตอนที่ 12)

0
39

ประวัติ ท่านพระกุมารกัสสปะ (ตอนที่ ๑๒)
๒ เมษายน ๒๕๖๖

ความเดิมตอนที่แล้ว จบลงตรงที่พระกุมารกัสสปะได้อธิบายให้ราชาปายาสิ ได้รู้ว่าเทวดามีสัมผัสอันเป็นทิพย์ รักสะอาด รังเกียจความสกปรกที่มีอยู่ในกายมนุษย์ และจิตใจมนุษย์ จึงไม่ต้องการเข้าใกล้มนุษย์

นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้ราชาปายาสิเชื่อว่า โลกหน้าไม่มี ผลบุญบาปไม่มี ตายแล้วไม่เกิด

ซึ่งแท้จริงแล้วโลกหน้ามี ผลบุญบาปมี ตายแล้วเกิด แต่ที่มนุษย์ไม่สามารถรู้เห็นได้ ก็ด้วยเหตุผล ๒ อย่าง

๑. เพราะสัตว์ที่ตายนั้นถูกพันธนาการด้วยโทษทัณฑ์แห่งอกุศลกรรม

๒. เพราะสัตว์ที่ตายนั้นตั้งข้อรังเกียจในความสกปรกทั่วทั้งกายและใจ ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ จึงไม่อยากเข้าใกล้ เว้นแต่มนุษย์ผู้นั้นมีกลิ่นอันหอมอบอวนไปด้วยกลิ่นของศีล กลิ่นทาน กลิ่นสมาธิ กลิ่นของธรรม กลิ่นของปัญญา มนุษย์ผู้ใดมีศีล มีทาน มีสมาธิ มีธรรม มีสติปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง จึงเป็นที่โปรดปรานของเทวดา พรหม แม้หมู่มารทั้งปวงก็เกรงใจ

เมื่อราชาปายาสิได้ฟังคำวิสัชนาของกุมารกัสสปะ แล้วจึงทรงตรัสว่า ดูกรท่านกัสสปะ เราจักรู้ได้อย่างไรเล่าว่า สัตว์นรกมีจริง เทวดามีจริง

พระกุมารกัสสปะเถระ จึงกล่าวว่า ดูกรมหาบพิตร คนที่ตาบอดมาแต่กำเนิด ย่อมไม่สามารถเห็นรูปที่เป็นสีขาว สีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือสีดำ แม้แต่พระอาทิตย์และพระจันทร์ก็ไม่สามารถเห็นได้

คนตาบอดผู้นั้นมักจะชอบพูดเช่นนี้ว่า

รูปสีขาว สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีดำ พระอาทิตย์ และพระจันทร์ไม่มีอยู่

เราไม่รู้สิ่งนั้น เราไม่รู้สิ่งนี้ เช่นนั้นสิ่งที่เราไม่รู้ ไม่เห็นย่อมไม่มีอยู่จริง ใช่หรือไม่พระองค์

ราชาปายาสิตรัสว่า หามิได้ท่านกัสสปะ แท้จริงแล้วรูปอันมีสีและสัณฐานแตกต่างกันนั้นมีอยู่ แม้พระอาทิตย์ พระจันทร์ก็มีอยู่

ส่วนบุคคลผู้มีดวงตาอันมืดบอดมาแต่กำเนิด พูดว่าสิ่งที่เราไม่รู้ ไม่เห็น ไม่มีอยู่ นั้นนั่นก็ไม่ถูก

พระกุมารกัสสปะจึงทูลว่า เช่นนั้นนั่นแหละมหาบพิตร การที่พระองค์ปฏิเสธว่า นรกไม่มี เทวดาไม่มี ชาติหน้าไม่มี ผลบุญ ผลบาปไม่มี พระองค์ก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอดมาแต่กำเนิด แล้วเอาแต่ปฏิเสธในทุกสิ่งที่พระองค์เองก็ไม่รู้ไม่เห็น ไม่เชื่อว่ามีอยู่จริง ก็ไม่ต่างอะไรกับคนผู้มีตาอันมืดบอด

ดูกรมหาบพิตร สมณพราหมณ์เหล่าใด ตั้งมั่นอยู่ในเสนาสนะอันสงัดอยู่ในเรือนว่าง อยู่ในคูหา อยู่ในป่าชัดและป่าช้า มีจิตอันตั้งมั่นอยู่ในความสงัด มีสติปัญญาพิจารณาอยู่ในอริยสัจ เข้าใจแจ่มชัดในไตรลักษณ์ ด้วยความเพียร เป็นผู้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ยังคุณธรรมอันวิเศษให้เจริญ จนมีทิพยจักษุ อันเหนือจักษุมนุษย์ทั้งปวง

ย่อมแลเห็นความจริงทั้งโลกนี้และโลกหน้า และเห็นสัตว์ผู้เกิดแล้วตายทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า

ดูกรมหาบพิตร พระองค์ยังคงมีความเห็นว่า โลกหน้าไม่มี สัตว์ตายแล้วไม่เกิด กรรมดีกรรมชั่วไม่มีผล เชื่อเช่นนี้อยู่อีกหละหรือ

ราชาปายาสิทรงตรัสว่า ดูกรท่านกัสสปะความเห็นว่าไม่มี ไม่เกิด ไม่มีผล ยังมีอยู่แก่เรา

พระกุมารกัสสปะเถระ จึงถามว่า ก็ด้วยเพราะเหตุใดเล่าที่ทำให้พระองค์ยังทรงมีความเห็นเช่นนั้น

ราชาปายาสิจึงทรงตรัสว่า ข้าพเจ้าเห็นสมณพราหมณ์ทั้งหลายในโลก ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมน่าจะต้องรู้ว่า การปฏิบัติในศีล ในธรรมอย่างเคร่งครัด ด้วยความเชื่อมั่นว่า อานิสงส์แห่งศีล อานิสงส์แห่งธรรมนั้นจักส่งผลให้ไปเกิดในสุคติภพ ได้คุณธรรมอันวิเศษ อย่างที่ท่านอธิบายมา แล้วทำไมสมณพราหมณ์เหล่านั้น จะมาทนทุกข์ทรมานแบกถุงหนังที่บรรจุของเน่าเหม็นอยู่ทำไม

ทำไมไม่ฆ่าตัวตายๆ ไปเสีย จะมาทนแบกของเน่าให้ทุกข์อยู่ทำไม

แต่ที่สมณพราหมณ์เหล่านั้นยังไม่ยอมตาย ก็เพราะไม่แน่ใจว่า โลกหน้ามี สุคติโลกสวรรค์มี ผลของบุญกุศลมีอยู่ พวกเขาจึงยังไม่ยอมตาย

เหล่านี้แหละเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังไม่เชื่อว่า โลกหน้ามี สัตว์ตายแล้วเกิด ทำดีทำชั่วไม่มีผล

พระกุมารกัสสปะเถระ เมื่อได้ฟังดังนั้น (พร้อมส่ายหัว แล้วนึกว่า หัวจะปวดอันนี้พุทธะอิสระส่ายหน้าเอง) จึงกล่าวว่า

ดูกรมหาบพิตร อาตมาภาพจักยกอุปมาให้พระองค์ได้สดับอีกซักข้อ

หากพระองค์เห็นวิญญูชนผู้มีปัญญา เมื่อได้สดับอุปมาที่อาตมาจักยกมานี้ย่อมเข้าใจแจ่มชัด โดยมิต้องอธิบายซ้ำ

พราหมณ์คนหนึ่งมีภริยาสองคน ภริยาคนหนึ่งมีบุตรอายุได้ ๑๒ ปี ภริยาคนหนึ่งนั้นกำลังตั้งครรภ์จวนจะคลอด

ต่อมา พราหมณ์นั้นทำกาละลงแล้ว จึงภรรยาหลวงและบุตรชายนั้นได้เข้ามาพูดกะแม่เลี้ยงว่า

แม่เอ๋ย ทรัพย์ ข้าวเปลือก เงิน หรือทอง ทั้งหมดนั้นของพวกฉัน แม่หามีส่วนอะไรในทรัพย์สมบัตินี้ไม่ ขอแม่จงมอบมรดกซึ่งเป็นของบิดาแก่ฉันเถิด

เมื่อเขาพูดอย่างนั้นแล้ว นางพราหมณีกล่าวตอบมาณพนั้นว่า

ลูกเอ๋ย ขอพ่อจงรอจนกว่าแม่จะคลอดน้องเถิด ถ้าลูกที่คลอดออกมาเป็นชาย เขาจักได้รับสมบัติส่วนหนึ่ง ถ้าเป็นหญิง ก็จักเป็นบาทปริจาริกของลูกต่อไป

แม้ครั้งที่สอง บุตรชายคนโตของพราหมณ์ก็ได้พูดกะแม่เลี้ยงอย่างนั้นอีก

แม้ครั้งที่สอง นางพราหมณีนั้นก็ได้พูดกะมาณพนั้นอย่างนั้น

แม้ครั้งที่สาม บุตรชายคนโตของพราหมณ์นั้นก็ได้พูดกะแม่เลี้ยงอย่างนั้นอีกว่า แม่ ทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือทองทั้งหมดนั้นควรเป็นของฉัน แม่หามีส่วนอะไรในทรัพย์สมบัตินี้ไม่ ขอแม่จงมอบมรดก ซึ่งเป็นของบิดาแก่ฉันเถิด

ลำดับนั้น นางพราหมณีนั้น เกิดความอัดอั้น กดดัน น้อยใจ นางจึงถือมีดเข้าไปในห้อง แหวะท้องนางออก เพื่อจะดูว่าบุตรของนางเป็นชายหรือเป็นหญิง ด้วยความโง่เขลานางพราหมณีได้ทำร้ายตน ชีวิตลูกในครรภ์ก็ตาย ทรัพย์สมบัติก็อันตรธานหลุดมือนางไป

เพราะนางพราหมณีเป็นคนพาล ไม่ฉลาด แสวงหามรดกโดยอุบายไม่แยบคายจึงได้ถึงความพินาศ ฉันใด บพิตรก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นคนพาล ไม่ฉลาด แสวงหาโลกหน้าด้วยอุบายไม่แยบคาย จักถึงความพินาศ เหมือนนางพราหมณีผู้เป็นคนพาล ไม่ฉลาดที่แสวงหามรดกโดยอุบายไม่แยบคาย จึงได้ถึงความพินาศทั้งตนและลูกในครรภ์

จบไว้ก่อนนะจ๊ะ

โปรดติดตามตอนต่อไป

พุทธะอิสระ

——————————————–

ลิ้งค์จาก : https://www.facebook.com/buddha.isara/posts/pfbid0dCN7VH1PXDaH7m3QmC1cV8raBsa4cnZLUPsk4kJxHpQJJzzpnj9WbQusAictA2vTl