เรื่องนี้ต้องขยาย : พระโมคคัลลานะ (ตอนที่ 4) 31ส.ค.2565

0
14

เรื่องนี้ต้องขยาย (พระโมคคัลลานะ ตอนที่ ๔)
๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๕

วันนี้เราท่านทั้งหลายมาดูประวัติพระมหาโมคคัลลานะตอนจบกันนะจ๊ะ

***************************************************

วันเวลาผ่านไปตามลำดับ เข้าสู่ปัจฉิมโพธิกาล ขณะที่ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระพักอยู่ที่กาฬศิลา ในมคธชนบทนั้นพวกเดียรถีย์ทั้งหลาย มีความโกรธแค้นพระมหาโมคคัลลานเถระ เป็นอย่างมาก เพราะความที่ท่านมีฤทธานุภาพมาก สามารถกระทำอิทธิฤทธิ์ ไปเยี่ยมชมสวรรค์และนรกได้ แล้วนำข่าวสารมาบอกแก่ญาติมิตรของผู้ไปเกิดในสวรรค์และนรกให้ได้ทราบ

ประชาชนทั้งหลายจึงพากันเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาทำให้พวกเดียรถีย์ ต้องเสื่อมคลายความเคารพนับถือจากประชาชน ลาภสักการะก็เสื่อมลง ความเป็นอยู่ก็ลำบากฝืดเคือง จึงปรึกษากันแล้วมีความเห็นอันเดียวกันว่า

“ต้องกำจัดพระมหาโมคคัลลานะเพื่อตัดปัญหา”

ตกลงกันแล้ว ก็เรี่ยไรเงินทุนจากบรรดาศิษย์ และอุปัฏฐากของตนเมื่อได้เงินมาพอแก่ความต้องการแล้ว ได้ติดต่อจ้างโจรให้ฆ่าพระเถระ

พวกโจรใจบาป ได้รับเงินสินบนแล้วพากันไปล้อมจับพระเถระถึงที่พัก แต่พระเถระรู้ตัวจึงเหาะหลบหนีไปได้ถึง 2 ครั้งในครั้งที่ 3 พระเถระได้พิจารณาเห็นกรรมเก่าที่ตนเคยทำไว้ในอดีตชาติติดตามมา และเห็นว่ากรรมเก่านั้นทำอย่างไรก็หนีไม่พ้น จึงยอมให้พวกโจรจับอย่างง่ายดาย และถูกพวกโจรทุบตีจนกระดูกแตกแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี พวกโจรแน่ใจว่าท่านตายแล้ว จึงนำร่างของท่านไปทิ้งในป่าแห่งหนึ่ง แล้วพากันหลบหนีไป

หลังจากพวกโจรหนีไปหมดไป

พระมหาโมคคัลลานะจึงได้พิจารณาถึงบุพกรรมที่ตนได้กระทำไว้ในอดีตแก่พ่อและแม่จึงคิดว่า การที่พวกโจรมาทำร้ายเราคงเป็นเพราะกรรมเก่าที่เราได้กระทำไว้ เห็นทีคงถึงเวลาที่เราจะนิพพานเสียที แล้วท่านจึงกำหนดจิตอธิษฐานต่อกระดูก

“เถโร อันตะระธายิตะวา ภูมิยัง สุขุมัง

ปะระมานูภะคะวะโต อิตถิยา อัตตะโน สะรีเร

มังสัง จักขุอะวะสุสะตุ อะวะสุสะเต สะรีเร มังสัง โลหิตัง.”

เมื่อยังอัตภาพให้คืนกลับมา เป็นปกติแล้ว พระมหาเถระจึงดำริว่า

“คงถึงเวลาที่เราจักต้องละสังขารอันผุกร่อนเน่าเปื่อยนี้เสียที เราควรไปกราบทูลลาพระผู้มีพระภาคก่อนจึงนิพพาน”

คิดดังนี้แล้วจึงเหาะขึ้นสู่อากาศด้วยกำลังฌาน เหาะไปเฝ้าพระบรมศาสดา ถวายบังคมแล้วกราบทูลลานิพพาน พระพุทธองค์ตรัสถามว่า

“โมคคัลลานะ เธอจะนิพพาน ที่ไหน เมื่อไร ?”

“ข้าพระองค์ จะนิพพานที่กาฬศิลาในวันนี้ พระเจ้าข้า”

“โมคคัลลานะ ถ้าอย่างนั้น เธอจงแสดงธรรมแก่ตถาคตและหมู่สงฆ์ผู้เป็นน้องๆ ของเธอก่อน ด้วยว่าการได้เห็นพระเถระเช่นเธอนี้ จะไม่มีอีกแล้ว”

พระเถระได้รับพระพุทธบัญชาเช่นนั้นจึงทำปาฏิหาริย์เหาะขึ้นไปบนอากาศแสดงพระธรรมเทศนาแล้วลงมาถวายอภิวาทกราบทูลลาไปยังกาฬศิลา และนิพพาน ณ ที่นั้น ตรงกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 12 หลังจากพระสารีบุตรนิพพานได้ 15 วัน

พระผู้มีพระภาค เสด็จไปพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ทรงเป็นองค์ประธานจุดเพลิงฌาปนกิจศพให้ท่าน ขณะนั้น ฝนดอกไม้ทิพย์ตกลงมาโดยรอบบริเวณ มหาชนพากันประชุมทำสักการะอัฐิธาตุตลอด 7 วัน พระพุทธองค์โปรดให้สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิไว้ ณ ที่ใกล้ซุ้มประตูแห่งพระเชตวันมหาวิหารนั้น

เวลาต่อมาหมู่สงฆ์ทั้งหลายจึงสนทนากันว่า เพราะบุพกรรมอันใดหน่อ พระอัครสาวกฝ่ายซ้ายถึงได้ต้องมารับวิบากกรรมเช่นนี้

ขณะนั้นพระบรมศาสดาได้ทรงสดับข้อสนทนาของหมู่สงฆ์แล้วจึงทรงเสด็จมาสู่ที่สมาคมแห่งสงฆ์ แล้วทรงตรัสแสดงธรรมอดีตกรรมของพระมหาโมคคัลลานะโดยทรงตรัสเล่าว่า

ในอดีตพระเถระได้เกิดเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ ต่อมาเมื่อเจริญเติบโตขึ้นพ่อแม่ทั้งสองประสบเคราะห์กรรมตาบอดด้วยกันทั้งสองคนเป็นภาระที่ลูกชายคนเดียวต้องปรนนิบัติเลี้ยงดู การงานทุกอย่างทั้งนอกบ้านในบ้านลูกชายจัดการเป็นที่เรียบร้อย พ่อแม่ทั้งสองมิต้องกังวล ต่อมาพ่อแม่เห็นลูกชายอยู่ในวัยที่สมควรจะมีครอบครัวได้แล้ว จึงจัดการสู่ขอหญิงสาวที่มีชาติตระกูลใกล้เคียงกัน ให้มาแต่งงานเป็นคู่ของลูกชายทั้ง ๆ ที่ลูกชายมิได้เต็มใจ เพราะตนเองผู้เดียวก็สามารถปฏิบัติเลี้ยงดูบิดามารดาได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อบิดามารดาเป็นภาระจัดการให้แล้วก็ไม่ขัดความประสงค์ของท่าน

เมื่อแต่งงานแล้ว ชีวิตครอบครัวที่มีลูกสะใภ้พ่อผัวแม่ผัวอยู่ร่วมกันมาใน 2-3 วันแรกก็ราบรื่นสงบสุขเป็นอย่างดี เมื่อกาลเวลาผ่านไป ลูกสะใภ้ก็เริ่มรังเกียจพ่อผัวแม่ผัวที่ตาบอดด้วยกันทั้งสองคน จึงหาวิธีกำจัดท่านทั้งสองด้วยการยุแหย่สามีให้เกลียดชังพ่อแม่ คือ เมื่อสามีออกทำงานนอกบ้านก็แกล้งทำบ้านเรือนให้สกปรกรกรุงรังด้วยการเอาปอ ก้านปอ และฟองข้าวยาคูไปเททิ้งไว้ให้เรี่ยราด ครั้นสามีกลับมาก็ฟ้องว่าพ่อแม่ทั้งสองของสามีเป็นผู้กระทำ ตนเองไม่สามารถที่จะทนเห็นทนอยู่ผู้เฒ่าตาบอดทั้งสองคนนี้ได้อีกต่อไปแล้ว

ระยะแรก ๆ สามีก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไรนักได้แต่รับฟังแล้วก็นิ่งเฉยแต่เมื่อภรรยาพูดบ่อย ๆ และเห็นบ้านเรือนสกปรกมากยิ่งขึ้นจึงเชื่อคำของภรรยา และได้ปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกับคนแก่ตาบอดทั้งสองคนนี้ดี “เอาท่านใส่เกวียนไปฆ่าทิ้งในป่า” ภรรยาเสนอความคิดเห็น สามีแม้จะไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะตนเป็นคนรักและกตัญญูต่อพ่อแม่มาตลอดแต่เมื่อภรรยารบเร้าไม่รู้จบสิ้น จึงใจอ่อนยอมทำตามที่ภรรยาแนะนำ รุ่งเช้า ได้จัดหาอาหารเลี้ยงดูพ่อแม่เป็นอย่างดีแล้วกล่าวว่า

“ข้าแต่คุณพ่อคุณแม่ ญาติที่หมู่บ้านโน้นต้องการให้คุณพ่อคุณแม่ไปเยี่ยม พวกเราไปกันในวันนี้เถิด”

ลูกชายให้พ่อแม่นั่งบนเกวียนแล้วออกเดินทาง พอมาถึงกลางป่าส่งเชือกบังคับโคให้พ่อถือไว้แล้วพูดหลอกว่า

“คุณพ่อจับปลายเชือกนี้ไว้ โคจะลากเกวียนไปตามทางนี้ ทราบว่าในป่านี้มีพวกโจรซุ่มอยู่ ลูกจะลงเดินตรวจดูโดยรอบ”

เมื่อลงเดินได้สักครู่หนึ่ง ก็เปลี่ยนเสียงร้องตะโกนประหนึ่งว่าเสียงโจรดักซุ่มอยู่ แล้วตนก็เข้ามาทุบตีทำร้ายบิดามารดา ฝ่ายบิดามารดาเชื่อว่าเป็นโจรจริง ๆ แม้จะถูกทุบตีอยู่ก็ยังร้องบอกให้ลูกรีบหนีไป พ่อแม่แก่แล้วไม่ต้องเป็นห่วง ลูกจงรักษาชีวิตไว้เถิด ลูกชายพอได้ยินเสียงมารดาบิดาร้องบอกให้รีบหนีไปไม่ต้องเป็นห่วงพ่อแม่ แต่กลับคิดไม่ได้ว่า

“ตนทำกรรมหนัก พ่อแม่แม้จะถูกเราทุบตีอยู่นี้ ก็ยังร้องคร่ำครวญด้วยความรักและห่วงใยให้เรารีบหนีไปโดยมิได้คำนึงถึงชีวิตของตนเอง”

แม้บิดามารดาจะร้องอยู่เช่นนี้ แต่ผู้เป็นลูกชายก็ยังคิดไม่ได้เขาก็ยังกระทำเสียงโจร และทุบตีบิดามารดากระทั่งถึงแก่ความตาย แล้วจึงโยนศพทิ้งไปในหุบเหวลึกแล้วกลับมา

ลูกชาย เมื่อตายแล้วต้องชดใช้กรรมในนรกเป็นเวลานานหลายภพหลายชาติ เมื่อพ้นจากนรกแล้วมาเกิดใหม่ ก็ต้องถูกทุบตีจนแหลกละเอียดอีกหลายร้อยชาติ ในชาติสุดท้ายนี้แม้จะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ มีฤทธิ์ สามารถจะดำดินล่องหนหายตัวได้ เหาะเหินเดินอากาศได้ แต่ก็ไม่สามารถจะหนีผลกรรมพ้น ท่านจึงยอมให้พวกโจรจับทุบจนร่างแหลกเหลวดังกล่าวมานั่นเอง

**********************************************

ดูตัวอย่างกันเอาไว้แล้วให้สังวรระวัง ผู้ใดทำกรรมเช่นไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น
ไม่มีใครผู้ใดจะหลีกหลี้หนีพ้นจากบ่วงแห่งกรรมไปได้ แม้แต่พระอรหันต์เช่นอัครสาวกฝ่ายซ้ายก็ยังต้องรับผลกรรมที่ตนได้เคยกระทำชั่วร้ายต่อพ่อแม่มาในอดีตชาติ

พุทธะอิสระ

——————————————–