คนที่ประมาท ไม่รู้จักประมาณตน มักจะทำพูดคิดตามอำเภอใจ โดยไม่ใส่ใจกติกา กฎเกณฑ์หรือกฎหมาย
๑๗ เมษายน ๒๕๕๙
ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าพุทธะอิสระมิได้อยู่ร่วมอาวาสเดียวกัน มิได้ร่วมสังฆกรรมเดียวกัน จักไม่สามารถลงอุกเขปนียกรรม คือวิธีลงทัณฑ์แก่ภิกษุผู้ละเมิดอาบัติ ไม่ยอมรับอาบัติ เป็นผู้ว่ายากสอนยาก
พฤติกรรมเหล่านี้ต้องอยู่ร่วมกันจึงจะรู้ชัด เข้าใจแจ้ง
เมื่อหมู่สงฆ์ในอาวาสเห็นแล้ว เตือนแล้วไม่ฟัง ไม่มีความละอาย หมู่ภิกษุในอาวาสนั้นจึงประชุมกันพร้อมหน้าโจทก์พร้อมหน้าจำเลย แล้วประกาศยกเอามูลเหตุแห่งพฤติกรรมของภิกษุผู้เป็นจำเลยขึ้นมาพิจารณาสอบถามกันต่อหน้า
หากภิกษุจำเลยยอมรับก็ปรับอาบัติแก่เธอ
แต่ถ้าภิกษุจำเลยไม่ยอมรับ เป็นผู้ดื้อด้าน ว่ายากสอนยาก
หมู่ภิกษุทั้งอาวาสจึงประกาศลงทัณฑ์ด้วยอุกเขปนียกรรม คือการวางเฉย ไม่พูด ไม่คุย ไม่สอน ไม่คบ ไม่กินร่วม ไม่นอนร่วม ไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย
จนกว่าภิกษุผู้เป็นจำเลยจะเปลี่ยนแปลงนิสัย แก้ไขพฤติกรรม จึงจะประชุมประกาศหยุดลงทัณฑ์ ยกภิกษุจำเลยกลับมาสมานสังวาสเหมือนเดิม
นอกจากจำเลยทั้ง ๔ และพวกจะไม่รู้วิธีการทางวินัยกรรมแล้ว ยังใช้คำพูด คำโฆษณาที่ผิดพลาด ขาดภูมิความรู้ โดยกล่าวขานประกาศว่าจะขับไล่พุทธะอิสระให้ออกจากหมู่สงฆ์ด้วยการประกาศลงอุกเขปนียกรรม ที่แปลว่า
วิธีการลงโทษที่สงฆ์กระทำแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติแล้ว ไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติ หรือไม่ยอมทำคืนอาบัติ หรือมีความเห็นชั่วร้าย (ทิฏฐิบาป) ไม่ยอมสละซึ่งเป็นทางเสียสีลสามัญญตา หรือ ทิฏฐิสามัญญตา โดยยกเธอเสียจากการสมาคมกับสงฆ์ คือ ไม่ให้ฉันร่วม ไม่ให้อยู่ร่วม ไม่ให้มีสิทธิเสมอกับภิกษุทั้งหลาย
พูดง่ายๆ ว่า ถูกตัดสิทธิแห่งภิกษุชั่วคราว
ส่วนการขับไล่ต้องใช้บทลงทัณฑ์ปัพพาชนียกรรม คือการขับออกจากหมู่
พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร)
– ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร
– รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
– เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
ผู้ตกเป็นจำเลยที่ ๑
ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์
– รองคณะบดีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
– เลขาธิการสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.)
– มหาเปรียญ ๖
จำเลยที่ ๒
พระอธิการฉัตรชัย อธิจิตโต
– เจ้าอาวาสวัดบางใหญ่ ตำบลบางจาก อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
– ประธานองค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนากลุ่มพระสงฆ์ภาคใต้
จำเลยที่ ๓
พระปลัดนรุตม์ชัย อภินฺนโท
– พระลูกวัดเกาะใหญ่ หมู่ที่ ๗ ตำบลเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา
– เลขาธิการองค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนากลุ่มพระสงฆ์ภาคใต้
จำเลยที่ ๔
จำเลยทั้ง ๔ นั้น เป็นผู้คงแก่เรียน มีความรู้ความสามารถ เป็นถึงเจ้าคณะปกครอง เป็นรองอธิการบดี
แต่กลับทำการละเมิดพระธรรมวินัย
ละเมิดกฎหมาย ป.อาญา ความผิดต่อเสรีภาพ มาตรา ๓๐๙ ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือ จำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือของผู้อื่น หรือโดยใช้ กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้น หรือจำยอมต่อสิ่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน หกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และมาตรา ๓๒๘ ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา อัตราโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒ แสนบาท
มาตรา ๘๓ ว่าด้วยตัวการร่วม ด้วยการแบ่งแยกหน้าที่กันทำ หรือร่วมอยู่ด้วยในเวลากระทำความผิด ต้องวางโทษตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา ๘๔ ว่าด้วยผู้ใช้ ผู้จ้างวาน ผู้ยุยง ผู้ส่งเสริม ผู้ว่าขานหรือวานใช้ ให้กระทำความผิด ต้องวางโทษตามกฎหมายกำหนด
ความผิดกฎหมายอาญามาตรา ๘๕ ว่าด้วยการโฆษณาหรือประกาศชวนให้กระทำความผิด ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษตามที่กฎหมายกำหนด
และในฐานความผิด ป.อาญา มาตรา ๙๑ กรรมเดียวกันผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษความผิดที่มีโทษหนักสุด
จำเลยทั้ง ๔ ยังชักชวนกล่าวขานใช้ ไหว้วาน สั่งการ ให้ภิกษุที่เป็นเจ้าคณะปกครองที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับตน
กระทำกรรมที่ละเมิดหลักธรรมวินัย ที่ปรากฏในวินัยปิฎกเล่มที่ ๖ จุลวรรค ปฐมภาคและอรรถกถา เรื่องการลงทัณฑ์อุกเขปนียกรรม
อีกทั้งจำเลยทั้ง ๔ และพวกยังละเมิดกฎหมายปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ ๒๕๓๕ ฉบับที่ ๑๑ มาตรา ๒๕
ฉบับที่ ๒ มาตรา ๑๕ ตรี, มาตรา ๒๕
และละเมิดกฎหมายมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๒๑ ว่าด้วยการลงนิคหกรรม หมวด ๑ ข้อ ๑๒ ข้อ ๑๓
หมวดที่ ๒ วิธีไต่สวนมูลฟ้อง ข้อ ๑๗ (๑) (๒) (๓), ข้อ ๑๘ (๑) (๒)
ด้วยการประกาศอุกเขปนียกรรมอันมิชอบต่อพุทธะอิสระ
โดยจำเลยทั้ง ๔ และพวกมีอาทิเช่น
– องค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนาภาคใต้
– คณะสงฆ์จังหวัดอุบลราชธานี
– คณะสงฆ์ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด
– เครือข่ายพระสังฆาธิการแห่งคณะสงฆ์ไทย
พุทธะอิสระจึงขอใช้สิทธิตามหลักพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมืองเพื่อปกป้องสมณสารูปของตนอย่างถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมือง
ถือเป็นการสั่งสอนจำเลยให้หลาบจำต่อพฤติกรรมใช้พวกมากข่มเหงผู้อื่นโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม
พุทธะอิสระ