บาตร นอกจากจะเป็นเครื่องมือหากินของพวกภิกษุสงฆ์แล้ว ยังกลายมาเป็นเครื่องมือหากินของพวกอลัชชีอีกตะหาก

0
127

บาตร นอกจากจะเป็นเครื่องมือหากินของพวกภิกษุสงฆ์แล้ว ยังกลายมาเป็นเครื่องมือหากินของพวกอลัชชีอีกตะหาก
๑๗ เมษายน ๒๕๕๙

170459-บทความ-บาตร-นอกจากจะเป็นเครื่องมือหากินของพวกภิกษุสงฆ์แล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ อนุญาตให้ภิกษุมีบาตรเป็นสมบัติได้เฉพาะตนเพื่อความอยู่รอดของชีวิตและพรหมจรรย์

บาตรจึงเป็นหนึ่งใน ๘ บริขารจำเป็นสำหรับสมณสารูป อันมี
๑. สบง (ผ้านุ่ง)
๒. จีวร (ผ้าห่ม)
๓. สังฆาฏิ (ผ้าซ้อน)
๔. ประคดเอว
๕. บาตร
๖. มีดโกน
๗. เข็ม
๘. ธมกรก (ที่กรองน้ำ)

นอกจากนี้ยังทรงบัญญัติสิกขาบทที่ว่าด้วยเรื่องบาตรเอาไว้อีกหลายข้อในพระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗
จุลวรรค ภาค ๒ เรื่องบาตร

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้บาตรทองคำ ไม่พึงใช้บาตรเงิน ไม่พึงใช้บาตรแก้วมณี ไม่พึงใช้บาตรแก้วไพฑูรย์ ไม่พึงใช้บาตรแก้วผลึก ไม่พึงใช้บาตรทองสัมฤทธิ์ ไม่พึงใช้บาตรกระจก ไม่พึงใช้บาตรดีบุก ไม่พึงใช้บาตรตะกั่ว ไม่พึงใช้บาตรทองแดง รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบาตร ๒ ชนิด คือ บาตรเหล็ก ๑ บาตร ดิน ๑ ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตบังเวียนรองบาตร (ฐานรองบาตร) ๒ ชนิด คือ ทำด้วย ดีบุก ๑ ทำด้วยตะกั่ว ๑

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้กลึงบังเวียนรองบาตรที่กลึงแล้วยังเป็นคลื่น เป็นฟันมังกร ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้บังเวียนรองบาตรอันวิจิตร ที่จ้างเขาทำให้มีลวดลายเป็นรูปภาพ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฎ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้บังเวียนรองบาตรอย่างธรรมดา ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย บาตรที่ยังมีน้ำ ภิกษุไม่พึงเก็บงำ รูปใดเก็บงำ ต้องอาบัติทุกกฎ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ผึ่งแล้วจึงเก็บงำบาตร ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย บาตรที่ยังมีน้ำ ภิกษุไม่พึงผึ่งไว้ รูปใดผึ่งไว้ ต้องอาบัติทุกกฎ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทำให้หมดน้ำเสียก่อนผึ่ง แล้วจึงเก็บงำ
บาตร ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงวางบาตรไว้ในที่ร้อน รูปใดวางไว้ ต้องอาบัติทุกกฎ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ผึ่งไว้ในที่ร้อนครู่เดียว แล้วจึงเก็บงำบาตร ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเชิงรองบาตร ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงวางบาตรไว้ริมกระดานเลียบ รูปใดวางไว้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงวางบาตรไว้ริมกระดานเลียบเล็กๆ นอกฝา รูปใดวางไว้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้หญ้ารองหญ้าที่รองถูกปลวกกัด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ท่อนผ้ารอง

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตแท่นเก็บบาตร

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้หม้อเก็บบาตร

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ใช้ถุงบาตร

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตสายโยกเป็นด้ายถัก ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงแขวนบาตรไว้ รูปใดแขวนไว้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเก็บบาตรไว้บนเตียง รูปใดเก็บ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเก็บบาตรไว้บนตั่ง รูปใดเก็บ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงวางบาตรไว้บนตัก รูปใดวาง ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเก็บบาตรไว้บนกลด รูปใดเก็บไว้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุถือบาตรอยู่ ไม่พึงผลักบานประตูเข้าไป รูปใดผลัก ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้กระโหลกน้ำเต้าเที่ยวบิณฑบาต รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้กระเบื้องหม้อเที่ยวบิณฑบาต รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้บาตรกระโหลกผี รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ อนึ่ง ภิกษุไม่พึงใช้ของบังสุกุลทุกอย่าง รูปใดใช้ต้องอาบัติทุกกฏ ฯ

– ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้บาตรรับเศษอาหาร ก้าง หรือน้ำบ้วนปาก รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ เราอนุญาตให้ใช้กระโถน ฯ

พระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงบัญญัติสิกขาบทที่ว่าด้วยการออกบิณฑบาตและฉันอาหารของภิกษุสงฆ์องค์เณรเอาไว้อีกในเสขิยวัตร หมวดโภชนปฏิสังยุต มี ๓๐ ข้อ ได้แก่

๑. เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ
๒. เมื่อรับบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร
๓. เราจักรับแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก
๔. เราจักรับบิณฑบาตแต่พอเสมอขอบปากบาตร
๕. เราจักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ
๖. เมื่อฉันบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร
๗. เราจักไม่ขุดข้าวสุกให้แหว่ง
๘. เราจักฉันแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก
๙. เราจักไม่ขยุ้มข้าวสุกแต่ยอดลงไป
๑๐. เราจักไม่กลบแกงก็ดี กับข้าวก็ดี ด้วยข้าวสุก เพราะอยากจะได้มาก
๑๑. เราไม่อาพาธ จักไม่ขอแกงก็ดี ข้าวสุกก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน
๑๒. เราจักไม่ดูบาตรของผู้อื่น ด้วยคิดจะเพ่งโทษโพนทะนา
๑๓. เราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่นัก
๑๔. เราจักทำคำข้าวให้กลมกล่อม
๑๕. เมื่อคำข้าวยังไม่นำมาถึง เราจักไม่อ้าช่องปาก
๑๖. เราฉันอยู่ จักไม่เอานิ้วมือสอดเข้าในปาก
๑๗. ปากยังมีคำข้าวเราจักไม่พูด
๑๘. เราจักไม่โยนคำข้าวเข้าปาก
๑๙. เราจักไม่ฉันกัดคำข้าว
๒๐. เราจักไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย
๒๑. เราจักไม่ฉันสลัดมือ
๒๒. เราจักไม่ฉันทำเมล็ดข้าวตกในบาตรหรือในที่นั้นๆ
๒๓. เราจักไม่ฉันแลบลิ้น
๒๔. เราจักไม่ฉันทำเสียงจับๆ
๒๕. เราจักไม่ฉันทำเสียงซูดๆ
๒๖. เราจักไม่ฉันเลียมือ
๒๗. เราจักไม่ฉันขอดบาตร
๒๘. เราจักไม่ฉันเลียริมฝีปาก
๒๙. เราจักไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ
๓๐. เราจักไม่เทน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวในละแวกบ้าน

เช่นนี้ นับแต่ครั้งพุทธกาล บาตรจึงเป็นบริขารสำคัญจำเป็นสำหรับชีวิตของสมณะนักบวช

หากพระภิกษุสงฆ์องค์เณรขาดบาตรเสียแล้ว ถือว่าเป็นการขาดอาหาร ขาดชีวิต สิ้นพรหมจรรย์

บาตรยังเป็นสัญลักษณ์ของสาขาอาชีพ

บาตรยังเป็นดังเครื่องมือสร้างปฏิสัมพันธ์อันซื่อตรงระหว่างผู้ให้กับผู้รับอย่างเหมาะสมงดงาม

บาตรยังสื่อถึงศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมของพุทธบริษัทที่มีต่อพระพุทธศาสนา

ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลถึงปัจจุบัน บาตรกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือบ่อนทำลายพระธรรมวินัย ทำลายปฏิสัมพันธ์อันซื่อตรงระหว่างผู้ให้กับผู้รับอยู่เป็นระยะๆ

และกลับมาทำลายประเพณีอันงดงามทั้งของผู้ให้และผู้รับ

เป็นการทำลายล้างแบบชนิดที่ผู้ถูกทำลายไม่รู้สึกตัว ซ้ำยังช่วยเหลือสนับสนุนอีกตะหาก

เพียงแค่เหตุผลของคำว่าบุญกับบาปเท่านั้น เลยเป็นช่องให้อลัชชีชั่วเข้ามาใช้บาตรเดินสายหากินอยู่ทุกวันนี้

พุทธะอิสระ