สรภังคชาดก (ตอนที่ 6)

0
48

สรภังคชาดก (ตอนที่ ๖)
๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๕

ความเดิมตอนที่แล้ว

จบลงตรงที่พระราชาพรหมทัต ทรงมีรับสั่งให้ราชบุรุษไปป่าวประกาศว่า หากผู้ใดสามารถนำตัวโชติปาลกุมารกลับมาได้ด้วยความปลอดภัย หรือสามารถชี้เบาะแสว่า โชติปาลกุมารอยู่ ณ ที่ใดจะได้รับเงิน ๑ แสนกหาปนะเป็นรางวัล

เวลานั้นก็มีพรานป่าล่าสัตว์พอได้รับรู้ถึงคำประกาศขององค์ราชา จึงมาครุ่นคิดว่า ทุกวันนี้เราก็เลี้ยงชีวิตด้วยการเที่ยวไปตามชนบท ป่าเขาเพื่อล่าสัตว์กินไปวันๆ ได้บ้างไม่ได้บ้าง ชีวิตอยู่อย่างลำบากฝืดเคือง หากเราเที่ยวออกตามหากุมารน้อยผู้นั้น

องค์ราชาก็จักพระราชทานเงินให้เรา ๑ แสนกหาปนะ ซึ่งจะทำให้เราและครอบครัวอยู่ได้สุขสบายไปตลอดชีวิตทีเดียว

พรานป่าผู้นั้นคิดดังนี้แล้ว จึงหยิบย่ามใส่อาหารแห้งและสัมภาระสำหรับดำรงชีวิตในป่า พร้อมถือคันธนูสะพายกระบอกใส่ลูกศร และมีดพร้าออกเดินทางมุ่งสู่ชนบทป่าเขา เพื่อสืบเสาะหาโชติปาลกุมาร

จวบจนเวลาล่วงเลยมาเป็นแรมเดือน จนเดินมาถึงป่าไม้มะขวิด ตำบลกปิฏฐวัน เห็นสถานที่อันมีภูเขาใหญ่โอบล้อม มีต้นมะขวิดออกลูกเต็มต้น มีสระน้ำที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำโคธาวรี ลำธารที่ไหลมาจากยอดเขา ไม่ไกลจากสระน้ำนั้น ก็มีอาศรมเล็กๆ ที่รายล้อมไปด้วยเนื้อทราย กระต่ายป่า และไก่ป่า มีพืชผักผลไม้ ดอกไม้ ที่มนุษย์กินได้ขึ้นรายล้อมดูเป็นระเบียบดังเทพยดาเนรมิต สถานที่นี้ช่างร่มรื่นน่าอยู่ยิ่งนัก

อีกทั้งหน้าอาศรมยังมีต้นจิกใหญ่ ณ โคนต้น ยังมีตั่งศิลาที่นั่งของฤาษีน้อยที่ดูดุจดังรุกขเทวดา อันรายล้อมไปด้วยฝูงสัตว์น้อยใหญ่ที่แสนเชื่อง

พรานผู้นั้นจึงเดินตรงไปแสดงความเคารพ ด้วยการนั่งกะยองยกมือไหว้แล้วถามว่า ข้าแด่ท่านดาบสน้อย นี่ท่านเป็นรุกเทวดาหรือว่าเป็นมนุษย์

กุมารโชติปาลดาบส จึงได้ตอบด้วยไมตรีว่า เราเป็นมนุษย์เหมือนดังท่านนี่แหละ

พรานป่านั้นจึงถามว่า เหตุไฉนใยเล่าท่านถึงได้มาบวชอยู่ป่าแต่เพียงผู้เดียว เราไม่เห็นมีผู้ใหญ่อยู่เป็นเพื่อนเลย

กุมารโชติปาลดาบส จึงตอบว่า เรากลัวตกนรก เราจึงหนีมาบวชแต่เพียงผู้เดียว แล้วกุมารดาบสนั้นจึงได้เล่าภูมิหลังของตนให้แก่นายพรานป่านั้นฟัง

พรานผู้นั้นพอได้ฟังว่า ดาบสน้อยผู้นี้ก็คือ โชติปาลกุมารก็แสดงความดีใจยิ่งนัก แต่ก็พยายามเก็บอาการความรู้สึกนั้นไว้ ด้วยเพราะกลัวว่า หากบอกความจริงไปกุมารดาบสจะหนีไปเสียอีก

พรานป่าปราศรัยอยู่พักค้างคืนในบริเวรอาศรมของดาบสน้อยนั้น ๑ คืน พอรุ่งเช้าก็กราบลาดาบสน้อยแล้วก็กระวีกระวาดออกเดินทางกลับสู่นครพาราณสี เพื่อนำข่าวที่ตนได้พบตัวและที่อยู่ของกุมารโชติปาลไปทูลต่อองค์มหาราชาพรหมทัต เพื่อขอรับรางวัล

ตอนเดินทางมาใช้เวลาเป็นแรมเดือน แต่ขากลับใช้เวลาแค่ ๗ วัน ด้วยอำนาจกำลังใจที่บังเกิดความลิงโลดยินดีว่า งานนี้ตนจะได้เป็นเศรษฐี ด้วยเงินรางวัล ๑ แสนกหาปนะ จึงทำให้พรานนั้นมีกำลังกาย กำลังใจ ที่เข้มแข็ง อดทน มุมานะ เดินทางกลับยังพระนครได้ทั้งกลางวันกลางคืน โดยไม่ย่อท้อ ไม่เหน็ดเหนื่อย

พอถึงวันที่ ๗ พรานป่านั้นก็ได้มาถึงพระนครพาราณสี ขอเข้าเฝ้าองค์มหาราชพรหมทัต ทูลเรื่องราวที่ตนได้ไปพบกุมารโชติปาล บวชอยู่เป็นดาบส อาศัยอยู่ที่ป่าไม้มะขวิด ณ ตำบลกปิฏฐวัน ให้แก่องค์มหาราชทรงทราบ

มหาราชพรหมทัตพอได้ทรงสดับข่าวดีว่า กุมารโชติปาลยังมีชีวิตอยู่ และบวชเป็นดาบสอยู่ในป่าไม้มะขวิด ก็ให้ทรงดีพระทัยเป็นยิ่งนัก ทรงมีรับสั่งให้นำข่าวนี้ไปแจ้งแก่พราหมณ์ปุโรหิตผู้เป็นอาจารย์และภรรยาได้ทราบ

พร้อมทั้งยังทรงสั่งกำชับว่า ให้ทั้งสองตระเตรียมข้าวของออกเดินทางวันรุ่งพรุ่งนี้ เราจักไปเยี่ยมกุมารโชติปาลดาบส โดยมีพรานป่าผู้นี้นำทาง

ข้างฝ่ายปุโรหิตและภรรยา พอได้ทราบว่า บุตรชายของตนยังมีชีวิตอยู่ ทั้งยังออกบวชเป็นดาบสอยู่ในป่าไม้มะขวิด ก็ดีใจพากันกระโดดสวมกอดกันและกัน ด้วยความลิงโลด น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มปิติหลั่งไหลพรั่งพรูออกจากดวงตากันทั้งเรือนไม่เว้นแม้แต่บ่าวไพร่

ทุกคนต่างช่วยกันกับเก็บข้าวของที่กุมารน้อยนั้นชอบ บรรจุใส่หีบห่อเพื่อจะนำไปฝากดาบสน้อย

ค่ำคืนนั้นช่างเป็นค่ำคืนที่ยาวนาน ทุกคนต่างไม่มีใครหลับนอน เอาแต่ตั้งตารอว่า เมื่อไหร่จะสว่าง เมื่อไหร่จะเช้า ไม่เว้นแม้แต่องค์มหาราชพรหมทัต

พอถึงยามสุดท้ายแห่งราตรีนั้น ทั้งองค์ราชา ปุโรหิตและภรรยา พร้อมทั้งเหล่าบรรดาเสนาอำมาตย์ ข้าทาสบริวารต่างกระวีกระวาดออกมายืนรอคอยหน้าประตูพระนคร โดยมิได้นัดหมาย ต่างคนต่างมีใจคิดจะไปพบกุมารโชติปาลกันทุกคน

ในเวลา ๑๕ วันต่อมา องค์ราชา ปุโรหิตและภรรยา พร้อมมหาชนต่างพากันมาถึงริมฝั่งแม่น้ำโคธาวรีตามที่นายพรานนำทาง

ข้างฝ่ายกุมารโชติปาลดาบสโพธิสัตว์ ได้ทราบโดยพระญาณว่า บัดนี้องค์ราชา บิดามารดา และมหาชนได้พากันมาหาตนอยู่ ณ ริมฝั่งแม่น้ำโคธาวรีแล้ว

กุมารโชติปาลโพธิสัตว์จึงแสดงเดช เหาะขึ้นไปนั่งอยู่บนก้อนเมฆบนอากาศ แล้วแสดงธรรมโปรดองค์ราชาและบิดามารดา พร้อมมหาชนด้วยการแสดงให้เห็นโทษแห่งกามคุณอันมีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ล้วนเป็นมูลเหตุแห่งความมัวเมาประมาท ที่อาจนำพาให้ต้องตกอยู่ในบ่วงแห่งพญามาร เสนามาร สุดท้ายมีผลให้ต้องตกนรกหมกไหม้ และแนะนำให้สมาทาน เบญจศีล รักษาศีล

เมื่อจบเทศนา ชนทั้งหลายเป็นอันมาก อันมีองค์ราชา ปุโรหิตและภรรยา มารดาของมหาโพธิสัตว์ เป็นต้น ได้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ตั้งอยู่ในความสำรวม สังวรระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ แล้วขอบวชเป็นดาบสตามกุมารโชติปาลด้วยการขอถือเอาพระโพธิสัตว์โชติปาลกุมารเป็นอาจารย์

จบก่อนแล้วกันนะจ๊ะ วันหน้าจะพยายามเขียนมาเล่าสู่กันอ่านใหม่

พุทธะอิสระ

——————————————–

ลิ้งค์จาก : https://www.facebook.com/buddha.isara/posts/pfbid034hLo5bPTAraLCdnEnXxuA4sfhTdQKfChGkPGh9Zdv2F2DPQoa2ExqT86f5PApvADl