คนที่กล้าจะโกหก จักไม่ทำชั่วอย่างอื่นที่ยิ่งกว่าเป็นไม่มี

0
48

“ขณะที่ผมนั่งอยู่กับพระผู้ใหญ่ ท่านหนึ่ง มีพระท่านหนึ่งที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของพระผู้ใหญ่ท่านนั้น ที่มีชื่อเข้าไปพัวพันกับการทุจริตเงินทอนวัด

พระรูปนั้นมาปรึกษาพระผู้ใหญ่ ว่าควรทำอย่างไรดี

พระผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพระรูปนั้นตอบว่า

ให้ปฏิเสธเอาไว้ก่อน”

นี่คือคำพูดของ เจ้าคุณเบอร์ลิน ที่นำมาบอกกล่าวแก่พุทธะอิสระ

รวมความว่า นักบวชทุมมังกุ ผู้เก้อยาก ไม่ละอาย ถึงขนาดแนะนำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาโกหก เพื่อเอาตัวรอด เรียกว่างานนี้ไม่ต้องพูดเรื่องศีล ข้อมุสาแล้ว ไม่ต้องพูดถึงสุจริตธรรม ไม่ต้องพูดหิริ ความละอายยิ่ง โอตัปปะ ความเกรงกลัวบาป และยิ่งไม่ต้องพูดถึงคำว่า เอื้อเฟื้อต่อพระธรรมวินัย

เหตุเพราะคนพวกนี้ ไม่รู้จักพระธรรมวินัย ไม่เคยใช้พระธรรมวินัย

โลกมันเปลี่ยนไปหรือไงไม่ทราบ นักบวชในพระธรรมวินัยนี้จึงหันไปพึ่งพาอาศัยกฎหมายทางโลก ที่เปิดช่องเอาไว้ว่า ให้เชื่อเอาไว้ก่อนว่า ผู้ถูกกล่าวหาบริสุทธิ์

ทั้งที่ตามหลักพระธรรมวินัยแล้ว พระบรมศาสดาทรงบัญญัติให้หมู่สงฆ์ช่วยกันกำจัด สิ่งที่เป็นมลทินของพระธรรมวินัย ดุจดังคลื่นลมในมหาสมุทร ที่ทำการซัดสาดขยะสิ่งสกปรก ปฏิกูลขึ้นฝั่งเสมอ เมื่อมีผู้ทิ้งขยะเหล่านั้นลงไป

แต่นักบวชสมัยนี้กลับทำตัวเป็นสำลีหรือฟองน้ำ ที่ทำการดูดซับเอาสิ่งปฏิกูลเน่าเหม็นเอาไว้จนบวมเบ่ง แล้วก็ช่วยกันปกปิด

เรียกว่า ไม่ใช่ปกปิดแต่เฉพาะลำพังตน ยังรวมหัวกันปกปิดความเน่าเหม็นของกันและกันอย่างไม่ละอาย

หรือนี่มันถึงยุคที่ผ้าเหลืองน้อยห้อยหูเสียแล้ว

คำว่า ผ้าเหลืองน้อยห้อยหู ในที่นี้หมายถึง มีแค่ผ้าเหลืองเท่านั้นที่เป็นสัญลักษณ์ของพระธรรมวินัย แต่ผู้ที่นุ่งห่มผ้าเหลือง หาได้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยไม่

พุทธะอิสระ