ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เคยได้ยินคำว่า “บวร” กันบ้างหรือเปล่า

0
26

คำว่า “บวร” หมายถึง บ้าน, วัด, โรงเรียน

ทั้ง ๓ สถาบันนี้ จักต้องส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือเกื้อกูล ซึ่งกันและกันอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อความรุ่งเรือง เจริญ พัฒนา ของชาติ อย่างมั่นคง

แม้ในครั้งก่อร่างสร้างแผ่นดิน จนกลายเป็นรากเหง้าเผ่าไทยในปัจจุบันนี้

บ้านก็ส่งเสริมสนับสนุนบำรุงวัด

วัดก็เกื้อกูลอนุเคราะห์บ้าน

และโรงเรียน จักเห็นได้จากหลักฐาน ที่ปรากฏมาแล้วในอดีต จนถึงปัจจุบัน คือ สถานศึกษาหาความรู้ของชาวบ้าน เช่น วัดพระเชตุพน วิมลมังคราม หรือ วัดโพธิ์ ซึ่งเป็นแหล่งรวมสรรพวิทยา วิชาความอันเป็นรากฐาน ของการพัฒนาบ้านเมือง จนมาถึงปัจจุบัน

ตั้งแต่ในครั้งโบร่ำโบราณ บ้านต้องพึ่งพาอาศัยพระและวัด
ไม่เว้นแม้แต่หยูกยารักษาโรค รวมทั้งศิลปะ วิทยา หลากหลายแขนง

จนวิวัฒนาการมาเป็นรากเหง้า ของเผ่าไทย อยู่ทุกวันนี้

ดังวลีที่ว่า

วัดจะดี มีหลักฐาน เพราะบ้านช่วย

บ้านจะสวย เพราะมีวัด ดัดนิสัย

บ้านกับวัด ผลัดกันช่วยจึงอวยชัย

ถ้าขัดกัน จักบรรลัยทั้งสองทาง

ไม่ว่าจะยุคสุโขทัยก็ดี อยุธยาก็ดี แม้ที่สุดยุคกรุงรัตนโกสินทร์
หากท่านทั้งหลาย สนใจศึกษาดูรากเหง้าเผ่าไทย ของตนเอง (ยกเว้นคนที่ไม่มีรากเหง้ามาจากเผ่าไทย จักไม่รู้ ไม่เข้าใจ ในเรื่องเหล่านี้)

ก็จักได้รับรู้ว่า

ในแต่ละยุค แต่ละสมัย กว่าจะมีพัฒนาการของแผ่นดิน สังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และจิตวิญญาณของคนในชาติ

บ้านก็จักมีพระ มีวัด เข้าไปมีบทบาท รวมด้วยช่วย ส่งเสริม ความเจริญนั้นๆทั้งสิ้น

เมื่อท่านทั้งหลาย ทำความเข้าใจเบื้องต้น ของคำว่า “บวร” แล้ว
ลองมาทำความเข้าใจ ถึงบทบาทหน้าที่ ของแต่ละสถาบันให้ถ่องแท้

บ คือ บ้าน หมายถึง คนผู้อาศัยในบ้าน เป็นผู้ศึกษา ฝึกหัด ปฏิบัติในหน้าที่ ของตนเอง อย่างซื่อตรง มีระเบียบวินัย มีคุณธรรม มีน้ำใจ ตามคำสั่งสอน ของครูบาอาจารย์พระสงฆ์ ที่อาศัยในวัด

ว คือ วัด หมายถึง ที่อยู่อาศัย ขององค์คุรุ หมู่สงฆ์ ที่ทรงภูมิปัญญา รอบรู้ เข้าใจ ศาสตร์ และ ศิลป์ อรรถพยัญชนะ ในพระพุทธธรรมคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา

แล้วสามารถนำมาบูรณาการ สั่งสอนอบรมชุมชนนิกร ในหลายๆ สภาพของสังคม จนชุมชนนั้นๆ นำไปประพฤติ ปฏิบัติตามได้จนเห็นผล

ร คือ โรงเรียน หมายถึง สถานที่ บรรดาคุรุ ผู้มีทั้งศาสตร์ และ ศิลป์ สรรพวิทยา วิชาการทั้งหลาย มาประชุม ชุมนุมกัน
เพื่อให้การอบรม บ่มเพาะผู้คนที่ออกมาจากบ้าน

ให้ได้มีความรู้ ความพัฒนาการทางพฤติกรรมและสติปัญญา

จนสามารถ พึ่งพาตนเองได้ และเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้

ซึ่งในอดีต วัดคือโรงเรียน โรงเรียนก็อยู่ในวัด

ครูผู้สอนคือพระ พระก็คือตัวแทนของวัด วัดก็คือโรงเรียน
ด้วยเหตุผลเหล่านี้แหละ

องค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงทรงมีพระราชดำรัส ในการเปิดประชุมใหญ่ ของสมาคมพุทธศาสนา ทั่วราชอาณาจักร ณ วิทยาลัยครูจันทบุรี ในวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๑๘ ความว่า

“พระพุทธศาสนา บริบูรณ์ด้วยสัจธรรมที่เป็นสาระ และเป็นประโยชน์ในทุกระดับ

แต่ต้องศึกษา ให้มีความรู้ความเข้าใจ และปฏิบัติให้เหมาะสมแก่ภาวะปัจจุบัน

ด้วยความศรัทธา และปัญญาที่ถูกต้อง จึงจักเกิดประโยชน์ขึ้นได้”

หวังว่าท่านทั้งหลาย คงจักเข้าใจแล้วว่า ทำไมพุทธะอิสระจึงได้ ทำนู่น ทำนี่ ให้แก่แผ่นดินนี้โดยไม่หยุด

พุทธะอิสระ

Leave a Reply