เห็นผู้ใช้นามว่า Woravat Kad-Osod เข้ามาคอมเม้นในบทความ เรื่อง “นี่มันตรรกะของพวกขี้โกงชัดๆ”
โดยบทคอมเม้นของท่านผู้นี้มีเนื้อหาว่า
Woravat Kad-Osod หลวงปู่มั่น ท่าน สอนว่า
ไม่ควร ” ยกโทษ ผู้อื่น ” หรือ “เพ่งโทษผู้อื่น”
ถึงแม้นผู้นั้น จะไม่ดีก็ตามที
เพราะการเพ่งโทษผู้อื่น จะนำความวิบัติสู่ตนโดยไม่รู้ตัว
ความเผลอสติ มักพาให้ผู้คนนั้น
“ยกโทษผู้อื่น และพยายามยกคุณตนเอง” แทนที่จะ
“ยกคุณผู้อื่น ยกโทษตนพิจารณา”
… หลวงปู่ยังกล่าวอีกว่า ” อวดเขี้ยวคือหมา อวดงาคือช้าง ”
พุทธะอิสระต้องขอขอบคุณท่านผู้หวังดี ที่กรุณาหยิบยกเอาข้อความที่คุณอ้างว่าเป็นคำสอนของหลวงปู่มั่นมาเตือนสติฉัน
โดยความสัจจ์ ฉันก็ไม่เคยศึกษา ไม่รู้จริงๆ ว่าหลวงปู่มั่นท่านเคยสอนอย่างที่คุณยกมาจริง
แต่ที่แน่ๆ ฉันเคยศึกษา เคยอ่านพระพุทธธรรมคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงสอนให้ภิกษุช่วยกันกำจัดอลัชชีหรือนักบวชทุศีล ที่เข้ามาทำให้พระธรรมวินัยมัวหมอง ซึ่งมีอยู่ในพระวินัยปิฎกหลายเล่ม หลายเรื่อง และหนึ่งในนั้นคือเรื่องการลงนิสยกรรมแก่พระเสยยสกะ ซึ่งปรากฏอยู่ใน
พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๖ จุลวรรคภาค ๑
นิยสกรรม ที่ ๒ เรื่องพระเสยยสกะ
[๔๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระเสยยสกะเป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร
ทั้งที่ปกตัตตะภิกษุทั้งหลายให้ปริวาส ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต อัพภานอยู่
บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย … ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนเล่า
ท่านพระเสยยสกะจึงได้เป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควรอยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ทั้งที่ปกตัตตะภิกษุทั้งหลายให้ปริวาส ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต อัพภานอยู่เล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค ฯ
*ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม*
[๔๔] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุเสยยสกะเป็นพาล ไม่ฉลาด มีอาบัติมาก มีมรรยาทไม่สมควร อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ด้วยการคลุกคลีอันไม่สมควร ทั้งที่ปกตัตตะภิกษุทั้งหลายให้ปริวาส ชักเข้าหาอาบัติเดิม ให้มานัต อัพภานอยู่ จริงหรือ
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า
*ทรงติเตียน*
องค์ผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษนั้นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ
ต่อมาทรงมีรับสั่งให้เรียกประชุมสงฆ์ แล้วทรงตรัสถึงประโยชน์ของการรักษาพระธรรมวินัย ๑๐ ประการ ดังนี้คือ
“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ
เพื่อความยอมรับว่าดีแห่งหมู่สงฆ์ ๑
เพื่อความสำราญแห่งหมู่สงฆ์ ๑
เพื่อข่มบุรุษผู้เก้อยาก ๑
เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑
เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑
เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑
เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑
เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑
เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑
เพื่อถือตามพระวินัย ๑ ”
องค์พระบรมศาสดาทรงติเตียน ภิกษุผู้ปกปิดอาบัติชั่วหยาบเอาไว้ว่า
“ดูกร โมฆบุรุษ ไฉนเธอรู้อยู่แล้วจึงได้ปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุผู้ละเมิดนั้นเล่า การกระทำของเธอนั้นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสอันยิ่งขึ้นของหมู่ชนที่เลื่อมใสแล้วเลย”
หลังจากพระบรมศาสดาทรงตรัสติเตียนภิกษุผู้ช่วยปกปิดอาบัติของภิกษุนั้นแล้ว จึงทรงบัญญัติสิกขาบทความว่า
“อนึ่ง ภิกษุใด รู้อยู่ ปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุ เป็นปาจิตตีย์”
สรุปรวมความว่า ในอดีต เมื่อมีภิกษุละเมิดศีล แล้วปกปิดเอาไว้ ไม่บอกแก่ภิกษุอื่น
เมื่อมีผู้อื่นรู้เข้า แล้วนำมาโพนทะนา
พระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงทรงให้เรียกประชุมสงฆ์พร้อมภิกษุผู้ละเมิดศีลมาพร้อมหน้า เมื่อทรงสอบถามได้ความจริง
จึงทรงตำหนิภิกษุผู้ละเมิดนั้น ทั้งยังทรงบัญญัติข้อห้ามและปรับอาบัติเอาไว้แล้วแต่ฐานความผิด
แม้ภายหลังจากการบัญญัติข้อห้ามแล้ว ยังมีภิกษุละเมิดพระบัญญัตินั้นอีก ทรงแนะนำให้หมู่สงฆ์ประชุมจัดการระงับเรื่อง
และทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้รู้เห็นการกระทำความผิดของภิกษุผู้ล่วงละเมิดนั้น โพนทะนาให้เพื่อนภิกษุรับรู้ได้ ไม่ใช่ช่วยกันปกปิดเหมือนดังปัจจุบันนี้
ที่จริงก็ไม่ได้อยากต่อล้อต่อเถียงด้วยดอกนะ แต่มองเห็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อความเชื่อผิดๆ ที่บิดเบือนพระธรรมวินัยของผู้ที่ไม่รู้จริง แล้วนำมาโพสต์ นำมาพูด มันจะทำให้ผู้อื่นที่ไม่ศึกษาเห็นผิด เข้าใจผิดตามไปด้วย
เหมือนดังคำพูดที่ชอบพูดกันว่า “ชั่วชั่งชี ดีช่างสงฆ์” นั่นแหละ เพราะคำพูดและความเชื่อเช่นนี้ มันจึงทำให้อลัชชีเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดยังไงล่ะ
หากคุณๆ ทั้งหลายได้ศึกษาพระธรรมวินัยให้แจ่มชัด จะรับรู้ได้ว่าพระบรมศาสดามิได้ทรงสอนให้นิ่งดูดายต่อผู้ที่ละเมิดพระธรรมวินัยเลย
ถ้าคิดผิดเห็นผิดก็ขอให้คิดใหม่เห็นใหม่ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการช่วยทำร้ายพระธรรมวินัยเสียเอง
พุทธะอิสระ





