ตาดูมนต์ ปากท่องมนต์ ใจรู้มนต์
๒๙ เมษายน ๒๕๕๙
การเจริญมนต์ ไม่ใช่สักแต่จะแหกปาก ตะเบ็งเสียง
ควรรู้จักสำเหนียก เสียงผู้อื่นเขาด้วย
จะได้รู้ว่า เราสวดผิด สวดถูก สวดเร็ว สวดช้า เข้าห้วงทำนองกับเสียงคนอื่นๆ ได้หรือเปล่า
นอกจากนั้น ก่อนเจริญมนต์ ขณะเจริญมนต์ และหลังเจริญมนต์
ต้องรู้จักสังเกตดู ความเปลี่ยนแปลง ในแต่ละขณะ
เช่นนี้ จึงเรียกว่า ผู้เข้าถึงมนต์
แต่หากตาดูมนต์ ปากท่องมนต์ ใจกลับสอดส่ายกลับกรอก ฟุ้งซ่าน คิดสารพัดเรื่อง
แสดงว่า เรากลายเป็นมนุษย์ต้องมนต์
เป็นผู้ถูก มนต์แห่งความฟุ้งซ่าน รัก โลภ โกรธ หลง ครอบงำ
อันจะนำมาซึ่ง การตกเป็นทาส ขาดสติปัญญา มากด้วยปัญหา
แต่ถ้า ตาดูมนต์ ปากท่องมนต์ ใจรู้มนต์
เรากับมนต์ รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
เราจะกลายเป็นคน มีสติปัญญา ตั้งมั่น รู้ทันมายาการของสิ่งเร้า เครื่องล่อทั้งหลาย
จนสามารถ กำจัดเหตุแห่งการผิดพลาดเสียหายได้หมดสิ้น
มนุษย์มีมนต์ ย่อมมีชัยชนะตน ชนะคนอื่น
มนุษย์ผู้มีมนต์ ย่อมแกล้วกล้า สง่างาม องอาจ
มนุษย์มีมนต์ ย่อมสามารถพ้นจากประตูอบายได้
ฉะนั้น การเจริญมนต์ ในวันนี้ ต้องเป็นการเจริญมนต์ที่ทำให้ผู้สาธยาย รุ่งเรือง เจริญ
ไม่ใช่ยิ่งสาธยาย ยิ่งสวด กลับยิ่งเสื่อมถอย ฟุ้งซ่าน ง่วงเหงาหาวนอน
นั่นแสดงว่า เราเป็นผู้ต้องมนต์แล้ว
วันเสาร์ที่ ๓๐ เมษายน นี้ เวลาบ่ายโมงตรง เชิญร่วมเจริญมนต์อย่างมีสติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์
ณ อาคารศิริราช ๑๐๐ ปี ใครว่าง เชิญมาแสดงความกตัญญูต่อพ่อและแม่ของแผ่นดิน พร้อมกันนะจ๊ะ
พุทธะอิสระ








