คนเราจะพูดอย่างไรก็ได้ ทั้งทางดีทางร้าย แต่ที่เชื่อถือได้มากกว่าคำพูด คือการพิสูจน์กันในชั้นศาล

0
207

คนเราจะพูดอย่างไรก็ได้ ทั้งทางดีทางร้าย แต่ที่เชื่อถือได้มากกว่าคำพูด คือการพิสูจน์กันในชั้นศาล
๓ เมษายน ๒๕๕๙

030459-บทความ-คนเราจะพูดอย่างไรก็ได้-ทั้งทางดีทางร้าย (1)

ดูท่างานนี้จะออกอาการเมาหมัด ถึงกับตั้งวอร์รูมแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหา ตามสไตล์ของผู้ชำนาญการโกง

เมื่อคราวที่แล้วก็ออกมาแถลงการณ์ว่าไม่เคยยุ่งไม่เกี่ยวข้องกับเงินสหกรณ์ ถึงขนาดแจ้งมากับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอว่าอยากได้ให้ไปฟ้องเอา

พอสมาชิกสหกรณ์เขาเดือดร้อน รวมตัวกันเอาเรื่องเข้าจริงๆ เพราะมีหลักฐานว่า นายศุภชัย ไวยาวัจกรวัดนำเงินสหกรณ์ไปจ่ายให้เจ้าลัทธิและนักบวชในลัทธิธรรมกาย

เห็นว่าจะต้านไม่ไหว เลยแก้ผ้าเอาหน้ารอดออกมาเจรจายอมที่จะนำเงินมาจ่ายให้ แต่ก็มีข้อแม้ว่าจะต้องไม่ฟ้องร้องแก่เจ้าลัทธิและนักบวชในสำนักของลัทธิธรรมกายอีก

มาเที่ยวนี้ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เขาไปเจอเส้นทางการโอนเงินเข้ากระเป๋าเจ้าลัทธิและผู้ใกล้ชิดอีก โดยผลการสอบสวนเส้นทางเงินกรณีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด สั่งจ่ายเช็ครวม ๘๗๘ ฉบับ เป็นเงิน ๑๑,๓๖๗ ล้านบาท ให้กับกลุ่มบุคคลและนิติบุคคลรวม ๗ กลุ่ม ซึ่งเข้าข่ายเป็นการยักยอกทรัพย์หรือสนับสนุนให้ลักทรัพย์ เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวไม่มีมูลหนี้ต่อกันจริง

โดยทั้ง ๗ กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้ , กลุ่มวัดพระธรรมกาย , กลุ่มสหกรณ์อื่นๆ , กลุ่มผู้ต้องหาและเครือข่าย , กลุ่มบุคคลธรรมดาที่รับเช็ค , กลุ่มนายหน้าค้าที่ดิน และ กลุ่มนิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้

สำหรับกลุ่มลัทธิธรรมกาย มี ธมฺมชโย หรือ พระเทพญาณมหามุณี และมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง นั้น พนักงานสอบสวนตรวจสอบเส้นทางการเงินเสร็จแล้ว พบว่า ตั้งแต่วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๕๒ – ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ กลุ่มดังกล่าวได้รับเช็คจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นรวม ๒๑ ครั้ง เป็นเงิน ๑,๒๐๕,๑๖๐,๐๐๐ บาท โดยที่ไม่มีมูลหนี้กับทางสหกรณ์ฯ ซึ่งเจ๊แธมมี่แกได้แต่งตั้ง “นายศุภชัย ศรีศุภอักษร” เป็นไวยาวัจกรผู้ดูแลการเงินของลัทธิธรรมกาย อยู่เป็นเวลานานถึง ๑๕ ปีด้วยกัน

โดยเช็คที่ตรวจสอบพบนายศุภชัย อ้างว่าบริจาคให้ลัทธิธรรมกายมี ๑๕ ฉบับ มูลค่ากว่า ๘๐๐ ล้านบาท โดยพนักงานสอบสวนดีเอสไอชุดเดิมสรุปไว้ว่า ธมฺมชโย ยอมรับว่ารับเช็ค ๑๓ ฉบับ จากการตรวจสอบพบเช็คบางฉบับมีการสลักหลังและโอนเงินหลักร้อยล้านบาทกลับไปยังบัญชีบุคคลอื่นแทน

จากรายละเอียดข้างต้น จะเห็นได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๒ มีการสั่งจ่ายเช็คจำนวน ๔ ฉบับๆ ละ ๑๐๐ ล้านบาท (รวมเป็นมูลค่า ๔๐๐ ล้านบาท) ภายในวันเดียวกัน และนอกจากนี้พบว่ามีการจ่ายเช็คของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด ให้กลุ่มพระที่มีชื่อเป็นผู้รับโอนเงิน อาทิ พระวิรัช ๑๐๐ ล้านบาท พระมนตรี ๑๐๐ ล้านบาท พระครูปลัดวิจารณ์ ธีรังกุโร (ระหว่างปี ๒๕๕๒ – ๒๕๕๕ จำนวน ๒๒ ครั้ง) รวมเป็นเงิน ๑๑๙ ล้านบาท

อีกทั้งยังไม่รวมไปถึงการสั่งจ่ายไปยังรายบุคคลหรือบัญชีอื่น เพื่อซื้อที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ

ถือว่าเป็นหลักฐานใหม่ ที่สามารถเอาผิดกับเจ้าลัทธิและพวกลิ่วล้อได้ในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน ถึงขนาดสามารถออกหมายเรียก หมายจับได้

แทนที่จะออกมาตอบข้อสงสัยของประชาชนและสมาชิกสหกรณ์และผู้เสียหาย กลับออกมาเล่นลิ้นตีโวหาร ใช้ลีลาว่าเพลงยาว ขับกล่อม สร้างภาพให้คนดูสงสาร เห็นใจ จะได้หยวนๆ อภัยได้ก็อภัย

แถมยังมีหน่วยล็อบบี้ แทรกซึมเข้าไปเจรจาบีบให้ถอนฟ้องเจ้าสำนักและลิ่วล้อ เพื่อแลกกับเงินก้อนโตอีกตะหาก

เรียกว่าใช้มุขเดิมๆ เพราะเคยทำสำเร็จมาแล้วในยุคปี ๔๒

ซึ่งหากยุคนี้ พวกขยะล็อบบี้ยังสามารถเจรจาต่อรอง เพื่อให้เจ้าลัทธิพ้นผิดได้ บ้านเมืองนี้คงต้องลุกเป็นไฟแน่

พุทธะอิสระก็ไม่เชื่อว่ารัฐบาล คสช. เขาจะทรยศต่อคำมั่นสัญญาของตนเองที่ให้ไว้กับประชาชนหรอก

ออกมาตีโวหารเสียหลายหน้ากระดาษ ไม่เห็นมีประโยชน์ ทำไมไม่บอกว่าวันที่ ๘ เมษายน นี้ เจ้าลัทธิและลิ่วล้อจะมาให้ปากคำดีเอสไอตามหมายเรียกหรือเปล่า

ไหนบอกว่า “สิ่งที่น่าเชื่อถือได้มากกว่าคำพูดคือการกระทำ” ยังไงหละ

เจ้าลัทธิลองทำให้บริวารตนเองได้เห็นถึงความกล้าหาญทางจริยธรรมและทำหน้าที่ของประชาชน ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ดีหน่อยซิเจ๊

สิ่งที่สังคมเขาอยากรู้ ไม่ใช่เจ้าลัทธิมีประวัติปูมหลัง ความเป็นมาอย่างไร เขาอยากรู้ว่า “ตกลงเจ้าลัทธิและลิ่วล้อยักยอก ฉ้อโกง ฟอกเงิน เป็นปาราชิกจริงหรือเปล่า”

หากจะเอาแต่ให้ลิ่วล้อตั้งโต๊ะแถลงข่าวปฏิเสธ และไม่ยอมให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรม

ไม่กล้าที่จะพิสูจน์ตัวเอง เอาแต่หลบๆ แอบๆ หลบๆ แอบๆ สังคมเขาก็คงตั้งข้อสงสัยว่าน่าจะผิดจริง จึงไม่กล้ามาให้ปากคำ พอกันเลยอุปัชฌาย์กับศิษย์คู่นี้ คนตระกูลธรรมกายนี่ชอบทำให้สังคมเขาสงสัยว่า ลัทธินี้มันอยู่ภายใต้กฎหมายไทยหรือเปล่า

อย่าทำเหมือนเมื่อปี ๔๒ ต่อ ๔๓ อีกนะ ที่ตำรวจคอมมานโดกองปราบจะเข้าไปจับฐานขัดขืนคำสั่งศาล ไม่ยอมมามอบตัว

เจ๊แกเล่นระดมสาวกมาเป็นหมื่นมาโอบล้อมตำรวจ จนร้อนถึงสมเด็จวัดชนะสงครามต้องสั่งการให้เขามามอบตัว แต่เจ๊แกยังต่อรองว่า ขอมอบตัวในวัดชนะสงครามเท่านั้น และต้องได้ประกันตัว สุดท้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องยินยอมให้เจ้าพนักงานย้ายโต๊ะทำงานไปรับมอบตัวเจ๊แกที่วัดชนะสงคราม และได้รับการประกันตัวด้วยเงิน ๒ ล้านบาท

คราวนี้คงไม่มีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกนะเจ๊

และไอ้ที่ส่งลิ่วล้อหน้าละอ่อนออกมาเล่นลิ้นโชว์ลีลาว่า

ใครที่ไม่เห็นด้วยกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของเจ้าลัทธิ นั่นก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล แล้วแต่จริตความชอบของแต่ละคน

แต่ไม่อาจกล่าวหาว่าเจ้าลัทธิมีเจตนาไม่สุจริต

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนกรรมฐานถึง ๔๐ กอง มีทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้สอดคล้องกับความชอบและจริตของผู้ปฏิบัติ

การปฏิบัติสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานก็เพื่อเป้าหมายแห่งการพ้นทุกข์ ตัดสิ้นซึ่งตัวกูของกู

ไอ้ที่สังคมเขาคลางแคลงใจต่อคำสอนของลัทธินี้ ก็เพราะมันไม่ได้เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ แต่มันเป็นไปเพื่อความมั่งคั่ง ร่ำรวย และความมีตัวกูของกูอย่างมากต่างหากเล่า

คำสอนที่บิดเบี้ยว บิดเบือน ทำลายรากฐานของพระธรรมวินัยเช่นนี้แหละ ที่สังคมเขารับไม่ได้

และที่ว่าสำนักตนเวลามีงานจะมีผู้คนมาร่วมงานเป็นล้าน มีเงินทองบริจาคให้มากมาย

อย่ายกปริมาณมาอวดกันเลยดีกว่า หากจะบอกว่าเพราะมีปริมาณมากมันจึงดี แล้วต้นหญ้ามันมีมากกว่าพืชผักหรือไม้ยืนต้น ทำไมผู้คนยังต้องกำจัดมันทิ้งเล่า

หากคิดว่าคนมาก เงินมาก ยศใหญ่ จะต้องดี เช่นนี้ พระโพธิสัตว์สิทธัตถะก็ไม่ต้องออกมาจากมหาสมบัติ มหาชน เพื่อแสวงหาวิโมกขธรรมแล้วล่ะ

ดังบทโศลกที่พุทธะอิสระเขียนสอนลูกหลานเอาไว้ว่า

ลูกรัก…
“รกคนดีกว่ารกหญ้านั่นก็ถูก
แต่พ่อว่า รกคนโง่ เซ่อ บ้า
พ่อว่ารกหญ้าดีกว่าว่ะ”

พุทธะอิสระ

[ขอบคุณข้อมูลและภาพข่าวจาก: ไทยรัฐทีวี, ทีนิวส์, เอเอสทีวี, เมเนเจอร์ ผู้จัดการ, สำนักข่าวอิศรา, ไบรท์ทีวี, Thai Publica]