บทความ
จากใจลูกผู้ชายชาติทหาร
๒๒ มีนาคม ๒๕๕๙
ขออนุญาตแชร์นะจ๊ะ
——————————————
สอบหลวงพี่แป๊ะ อ้างถูกหลอกซื้อ รถหรู’ช่วง’4ล้าน
วันอังคารที่ 22 มีนาคม 2559
พล.อ.ไพบูลย์แจงยิบ ดีเอสไอมีสิทธิ์ออกหมายเรียกสอบปากคำสมเด็จช่วงคดีครอบครองรถผิดกฎหมาย เพราะเป็นคดีอาญาไม่ใช่คดีแพ่ง เผยลงมาดูคดีเองเพราะต้องการรักษาสถานะพระเถระชั้นผู้ใหญ่ โดยให้เกียรติมาตลอด ไม่ต้องการให้เกิดการจาบจ้วง ลั่นถ้าผิดก็พร้อมจะลาออกเอง “สุวพันธุ์” ส่ง “พศ.” เคลียร์พระเคลื่อนไหวไล่ รมว.ยุติธรรม
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวเมื่อวันจันทร์ถึงการเตรียมออกหมายเรียกสอบสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ในฐานะผู้ครอบครองรถยนต์โบราณ ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ว่าไม่อยากให้เป็นข้อพิพาทกับใคร และไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของการตอบโต้บนหน้าสื่อ สิ่งที่อยากแก้ไขปัญหาคือ เชิญท่านที่ไม่เข้าใจมาพูดคุยกันเพื่อให้เข้าใจตรงกัน
พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า ตนเป็นรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องนี้และเป็นหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย คสช.ด้วย ดังนั้น การพูดอะไรไปก็เป็นธรรมดา เพราะคนจะหยิบไปเป็นประเด็น สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เห็นในโซเชียลมีเดียแล้วว่ามีทั้งคนที่ออกมาต่อว่าและชื่นชม โดยเอาคำพูดที่เป็นประโยชน์ของตนไปใช้ในกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ทั้งเชียร์และไม่เชียร์ ซึ่งตนก็เฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร แต่ต้องขอร้องและว่านั่นเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ยืนยันว่าทำตามกฎหมาย แต่เมื่อทำแล้วถูกหยิบไปใช้เป็นผลประโยชน์ก็ระมัดระวังมาตลอด
รมว.ยุติธรรมกล่าวว่า คดีรถยนต์หรูนั้นได้สั่งการให้ตรวจสอบรถยนต์หรูกว่า 7,000 คันแล้ว เพื่อไม่ให้สังคมมองว่าเลือกปฏิบัติ แต่ในทางกฎหมายแล้ว เมื่อมีผู้ร้องเรียนมาเราก็ต้องทำเป็นเฉพาะรายไปก่อน ซึ่งอันนี้เจ้าหน้าที่เป็นคนชี้แจง จึงได้ถามกับเจ้าหน้าที่ว่าคำพูดที่สังคมถามว่าเลือกปฏิบัตินั้น มันตอบกันอย่างไร และทำไมต้องทำ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ตอบเหมือนที่ตนตอบ
ส่วนประเด็นที่สมเด็จช่วงเข้ามาเกี่ยวข้องคือรถหรูคันนี้ สมเด็จช่วงเป็นผู้ครอบครองรถ ซึ่งตนเคยพูดแล้วว่าเราต้องตรวจสอบให้ได้ว่ารถคันนี้ผิดหรือถูกอย่างไร จึงจะเดินหน้าตรวจสอบต่อ 1.เราตรวจสอบแล้วว่ารถคันนี้ผิดกฎหมาย ตนก็ไม่ได้ชี้แจงเอง 2.หลังทราบว่ารถผิดและทราบว่าผู้ที่มีชื่อครอบครองรถคือสมเด็จช่วง จึงเรียกเจ้าหน้าที่ที่กำกับดูแลทั้งหมดมาพบ เพราะสมเด็จช่วงมีอยู่ 2 สถานะที่เราต้องระมัดระวัง คือสถานะทางสังคม และกรณีเป็นชื่อรับสิ่งผิดกฎหมายในทางกฎหมาย
“ด้วยเหตุนี้จึงเรียกเจ้าหน้าที่มาและลงมากำกับดูแลเรื่องนี้ ซึ่งปกติหากเป็นเรื่องอื่นในกระทรวง ผมจะมอบเป็นนโยบายท่านั้นและไม่ได้ลงรายละเอียด แต่เรื่องนี้ยอมรับว่าเข้าไปดูเพราะเป็นห่วงเรื่องสถานะทางสังคมของสมเด็จช่วง โดยผมได้สอบถามพนักงานสอบสวนว่าคดีในลักษณะนี้เป็นคดีอะไร ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าเป็นคดีอาญา และได้สอบถามต่อว่าขั้นตอนจะเป็นอย่างไร พนักงานสอบสวนชี้แจงว่าจะต้องออกหมายเรียกโดยเจ้าพนักงาน เรื่องนี้ดีเอสไอสามารถดำเนินการได้เลย” รมว.ยุติธรรมระบุ
รมว.ยุติธรรมกล่าวต่อว่า พนักงานชี้แจงด้วยว่าหมายเรียกจะต้องมี 2 สถานะคือ ในฐานะพยานหรือหมายเรียกของผู้ต้องหา ซึ่งเป็นหลักตามกฎหมายอยู่แล้ว ตนจึงเรียนว่าเราทำเป็นหนังสือได้หรือไม่ เนื่องจากสถานะทางสังคมของสมเด็จช่วง จึงสั่งให้ทำเป็นหนังสือเพื่อประสานและให้ปากคำได้หรือไม่ และต้องดูว่าผิดหลักกฎหมายหรือไม่ ดีเอสไอก็ตอบว่าทำได้ จึงให้เป็นหนังสือ แต่ในนั้นไม่ได้ระบุว่าเป็นพยานหรือผู้ต้องหา เพราะมันไม่ใช่หมายเรียก อีกทั้งการเรียกว่าหมาย มันเหมาะสมหรือไม่กับสถานะทางสังคม จึงบอกว่าให้ออกเป็นหนังสือไปกราบท่านจะดีกว่า
แฉวัดปลดโทรศัพท์ จนท.
พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า หลังทราบว่ารถผิดกฎหมาย และตามหลักแล้วเราก็ต้องไปยึดรถโดยพนักงานสอบสวน จึงถามว่าเราไม่ต้องทำเหมือนคดีอื่นได้หรือไม่ โดยการไม่ส่งเจ้าหน้าที่ไปยึดรถ เพราะเชื่อว่ารถไม่ได้หายไปไหน ซึ่งดีเอสไอตอบว่าสามารถทำได้ และยังทราบว่าทางวัดมีเจตนาจะคืนรถอยู่แล้ว แต่จะส่งคืนอู่ ดังนั้นดีเอสไอจึงประสานไปว่าไม่สามารถส่งคืนอู่ได้ เพราะสิ่งผิดกฎหมายต้องส่งให้รัฐเท่านั้น กระทั่งทางวัดก็นำรถมาส่งคืนให้เรา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ 2 ที่พยายามไม่ต้องการให้เกิดการจาบจ้วง
ส่วนเรื่องที่ 3 ที่สั่งการคือ ให้นำธูปเทียนแพไปกราบสมเด็จช่วง อย่าทำแบบธรรมดาในสถานะทางสังคม 4.ต้องเป็นระดับอธิบดีหรือรองอธิบดีเท่านั้นที่จะเป็นเจ้าพนักงานในการสอบสวนสมเด็จช่วง 5.การกำหนดสถานที่นั้นให้เป็นหน้าที่ของทางวัดในการกำหนด และตนได้กำชับไปว่าให้เป็นสถานที่ที่เหมาะสม อย่าประเจิดประเจ้อ 6.กรณีมีการประสานว่าต้องการนำทนายความเข้าไปร่วมฟังการสอบปากคำ ตนจึงถามว่าทำได้หรือไม่ พนักงานสอบสวนบอกว่าได้ แต่ไม่สามารถตอบแทนสมเด็จช่วงได้
พล.อ.ไพบูลย์กล่าวต่อไปว่า จากนั้นเมื่อไปดำเนินการเสร็จแล้วเจ้าหน้าที่ก็มารายงานตนว่า ในวันที่เข้าพบสมเด็จช่วงเมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมาถูกปลดโทรศัพท์ ซึ่งตนก็มองว่าไม่เป็นไรเพราะเครื่องมือในการบันทึกเสียงก็ยังมีอย่างอื่น และทราบอีกว่าไม่มีการสอบปากคำ ตนจึงเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะก่อนหน้านั้นเป็นเรื่องที่อธิบดีดีเอสไอรายงานว่าได้นัดหมายกันแล้ว และเป็นที่เข้าใจกันเรียบร้อยแล้วว่าจะเป็นการให้การสอบปากคำ ซึ่งเราเชื่อว่ามีการตกลงกันเรียบร้อย บนสถานะที่ตนได้ดำเนินการ
“ผมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไปว่า ผมไม่มีความเชื่อเลยว่าสมเด็จช่วงจะเป็นผู้สั่งหรือดำเนินการ ผมมั่นใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของทนายกับลูกศิษย์ลูกหาที่คิด เพราะอะไร เพราะผมทราบจากการรายงานตอนหลังว่ามีกลุ่ม 2 กลุ่มภายใน อีกกลุ่มบอกให้สอบ อีกกลุ่มบอกไม่ให้ เกิดขัดแย้งกันภายใน เพราะฉะนั้นจึงไม่เชื่อว่าสมเด็จช่วงจะเป็นคนสั่ง จึงบอกทนายและลูกศิษย์ให้ระมัดระวัง ผมพูดเสมอว่าผมเป็นคนให้เกียรติในฐานะทางสังคมของสมเด็จช่วงมาตลอดทุกขั้นทุกตอน จึงได้บอกว่าพวกท่านเองจะทำให้สมเด็จช่วงเสียเกียรติหรือเปล่า ซึ่งต้องไปคิดดู เพราะไม่มีใครไม่ทราบหรอกว่าในวันที่ 16 มี.ค.นั้นจะไม่ใช่การเข้าสอบปากคำ” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว
จากนั้นก็ได้ถามอธิบดีดีเอสไอว่า จะทำตามข้อเสนอที่ทางทนายความเรียกร้องมาหรือไม่ ทางอธิบดีก็บอกว่าไม่กระทำ เพราะไม่เคยปฏิบัติและไม่เคยกระทำ การสอบปากคำสถานะพยานหรือผู้ต้องหาก็ไม่ได้ทำทั้งสิ้น จึงไม่ยื่นหนังสือตามข้อเรียกร้อง ตนจึงถามว่าแล้วจะกระทำอย่างไร ก็ได้รับคำตอบว่าต้องออกหมายเรียก ส่วนการออกหมายจับนั้นไม่ใช่อำนาจของดีเอสไอ ซึ่งต้องไปร้องขอต่อศาล ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นดุลพินิจของศาลจะออกหมายจับให้หรือไม่ ซึ่งเป็นขั้นตอนของกฎหมาย ไม่มีสิ่งใดที่ดีเอสไอจะไม่กระทำต่อแนวทางนี้ได้เลย ซึ่งการที่เราทำตามกฎหมายแล้วเป็นสิ่งจาบจ้วงกระนั้นหรือ สังคมก็ต้องพูดไป
คดีอาญาออกหมายเรียกได้
“โดยปกติการเรียกพระภิกษุสงฆ์เป็นพยานจะไม่ออกหมายเรียก แต่นั่นคือคดีแพ่ง ส่วนคดีอาญาในฐานะพยานนั้นมันไม่มีกำหนด เพียงแต่อยู่ในดุลยพินิจว่าจะเทียบเคียงหรือไม่ ซึ่งเป็นดุลยพินิจของเจ้าพนักงานสอบสวน เมื่อผมถามว่าผิดกฎหมายหรือไม่ คำตอบคือไม่ผิด ถ้าพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกเป็นพยานไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งผมได้ถามย้ำหลายครั้ง แต่คดีแพ่งการออกหมายเรียกพระภิกษุสงฆ์นั้น การออกหมายเรียกเป็นพยานในคดีแพ่งนั้นไม่กระทำ แต่การออกหมายเรียกคดีอาญาไม่มีข้อกำหนด” พล.อ.ไพบูลย์ย้ำ
พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า สิ่งที่ตนทำมาจาบจ้วงตรงไหน อันนี้อาจจะเป็นคำถามที่ลูกศิษย์ลูกหาเขียนเยอะแยะไปหมด ถ้าข้องใจก็ให้โทรศัพท์หาตนแล้วกัน ยืนยันว่าพูดตามที่สื่อเขียน เพราะให้สัมภาษณ์อย่างนั้นว่าจากหมายเรียกเป็นหมายจับ เพราะคดีอาญามันเป็นอย่างนี้ และไม่มีใครไปหลีกเลี่ยงอยู่ใต้กฎหมายได้เลย ถ้าหากเป็นหมายจับก็ไม่ทราบด้วยว่าศาลจะออกให้หรือไม่ เพราะเป็นดุลยพินิจของศาล จึงอยากถามสังคมว่า พล.อ.ไพบูลย์ไปจาบจ้วงตรงไหนแค่นั้นเอง ทั้งหมดที่เข้ามาในคดีนี้เพราะเป็นห่วงเรื่องสถานะทางสังคมของสมเด็จช่วง
“ส่วนกรณีเสนอให้ปลดผมออกจากการเป็นรัฐมนตรีนั้น ผมเคยพูดหลายครั้งแล้วว่า ถ้าไม่มีมาตรฐานในการเป็นรัฐมนตรีได้แล้ว ไม่ต้องมาเปลี่ยนกระทรวงให้ผม เพราะผมจะลาออกเอง ถ้าสิ่งเหล่านั้นผมทำผิดอะไรก็พูดมาให้ชัดและจะพิจารณาตัวเอง” รมว.ยุติธรรมกล่าว
(ขอบคุณข่าวจากไทยโพสต์)
https://www.thaipost.net/…
——————————————
ฟังท่านรัฐมนตรียุติธรรมแล้วรู้สึกเหนื่อยใจแทน ที่ต้องมาเจอกับภิกษุผู้ไม่ละอายแถมกะล่อนอีกต่างหาก
แต่ถึงยังไงท่านรัฐมนตรีก็ต้องอดทน จริงจัง ตั้งใจ เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมือง
บ้านเมืองเราป่าเถื่อนมานาน จะปฏิรูปให้เป็นประเทศที่มีอารยธรรมตามนานาอารยประเทศ ก็จำเป็นต้องเอาคุณธรรมและกฎหมายมาบังคับใช้ได้กับคนทุกคนภายในประเทศนี้ โดยไม่มีข้อยกเว้น
หากยังมีผู้อยู่เหนือกฎหมายหลงเหลืออยู่
ประเทศนี้คงต้องวุ่นวายกันอยู่อย่างนี้
ช่างน่าละอายนัก ที่บุคคลผู้ควรจะเป็นที่พึ่งทางคุณธรรมและมีความเจริญทางจิตวิญญาณอย่างภิกษุในธรรมวินัยนี้ ควรจะเป็นต้นแบบทางคุณธรรมของสังคมได้
กลับเป็นกลุ่มคนที่ขาดแคลนคุณธรรมเสียเอง
ซ้ำยังไม่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ขาดความรับผิดชอบ อีกต่างหาก
ท่านรัฐมนตรีไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ จึงต้องมาเปลืองตัวกับคนชั่วพวกนี้
ฉันหละ รู้สึกอายแทนจริง ๆ
เห็นที…คงต้องจัดให้อีกซักดอกหนึ่งแล้ว
พุทธะอิสระ