บทความ
ทำเหมือนกับหลวงตากินเต่าไปได้
๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
ขออนุญาตท่านผู้แต่ง และเรียบเรียงนิทานพื้นบ้านเรื่องนี้มาเผยแพร่นะจ๊ะ
วันหนึ่งในฤดูแล้ง อาหารขาดแคลน หลวงตาออกบิณฑบาต ได้ข้าวติดก้นบาตรมาเพียงเล็กน้อย แบ่งให้ศิษย์กินกันคนละคำสองคำก็หมด
เมื่อฉันเช้าเสร็จแล้ว หลวงตาเดินไปถานเห็นเต่าตัวหนึ่งคลานอยู่ก็ดีใจ ครั้นหลวงตาจะจับเต่ามากินเสียเองก็เกรงจะผิดศีล แต่ถ้าจะปล่อยมันไปท้องก็ยังร้องหิวอยู่ จะเรียกศิษย์มาจับเต่าหรือหลวงตาก็ละอายแก่ใจ
หลวงตาเหลียวมองหาศิษย์เห็นเล่นกันอยู่ใต้กุฏิจึงรีบขึ้นไปบนกุฏิ คว้าเอาใบลานมาอ่านทำนองแหล่ดังๆ ว่า
“เด็กเอ๋ย กูไปถาน เห็นเต่าคลานมากุกกัก”
หลวงตาว่าซ้ำอยู่อย่างนี้หลายครั้งจนเด็กที่เล่นอยู่ได้ยินและวิ่งไปดู เห็นเต่าตัวหนึ่งจริงๆ เด็กๆ ดีใจที่วันนั้นไม่ต้องอด จับเต่ามาทุบหัวเลาะเอาเนื้อนำเข้าไปใต้กุฏิ ศิษย์วัดเห็นหม้อดินใบเล็กๆ วางอยู่จึงเอาเนื้อเต่าใส่หม้อหมายจะต้ม แต่หม้อดินเล็กเกินไปใส่เนื้อเต่าไม่หมด เด็กคนหนึ่งพูดว่า
“อ้ายแกละ ทำอย่างไรดีวะ หม้อมันเล็ก มึงลองคิดดูหน่อยทีว่ามีหม้อใหญ่อยู่ที่ไหนบ้าง”
เจ้าแกละนึกไม่ออก หลวงตาได้ยินเสียงเด็กปรึกษากันก็แกล้งแหล่ต่อไปว่า
“หม้อนี้ใบเล็กนัก หม้อต้มกลักใบใหญ่ดี”
ลูกศิษย์ได้ยินจึงนึกถึงหม้อกลักที่เป็นหม้อดินใบใหญ่กว่าได้ ศิษย์วัดคนหนึ่งจึงวิ่งไปเอาหม้อดังกล่าวมาต้มเนื้อเต่า พอน้ำเดือดเนื้อสุกแล้ว เด็กๆ ตักชิมดู แต่ละคนส่ายหน้าด้วยน้ำแกงจืดชืดไม่มีรส ต่างเถียงกันว่าจะเอาอะไรใส่ หลวงตาเห็นว่าเด็กๆ ไม่เคยแกงเต่าจึงแหล่ต่อว่า
“เอย ข่าตะไคร้ ใบมะกรูด มะพร้าวขูด น้ำปลาดี”
ศิษย์จึงเข้าไปในครัวจัดการหาเครื่องปรุงตามเสียงแหล่มาใส่จนครบ เจ้าแกละชิมดูถึงกับซี๊ดปากด้วยความอร่อย
“แม่เจ้าโวย อร่อยจริงๆ ข้าขอไข่กับตับนะเว้ย เจ้าแดงกับเจ้าแก้วเอาตีนกับเนื้อไป”
หลวงตาได้ยินชักใจไม่ดี ขืนปล่อยให้เด็กๆ แบ่งกันเองมีหวังหลวงตาต้องอดแน่ๆ ไม่มีทางใดดีกว่าแหล่ต่อไปว่า
“เฮ้ย เฮ้ย เนื้อหนังเด็กกินได้ ตับกับไข่เอาไว้เพล”
บรรดาศิษย์วัดจึงนึกขึ้นได้ หาชามมาตักตับกับไข่เต่าถวายหลวงตาในเพลวันนั้น
…………………………………………………
มีข่าวว่าสมเด็จช่วงแห่งวัดปากน้ำ ผู้ต้องสงสัยคดีครอบครองรถหรูเปลี่ยนทนาย โดยใช้ทนายมือดีของประเทศมาช่วยแก้ต่างทางคดี
แม้อดีตนักบวชเครือข่ายอย่างนายน้ำฝนก็ออกมาแถลงว่ารถที่ตนเองมีไว้ครอบครอง ไม่ได้ใช้ แต่มีเอาไว้ให้คนศึกษาเป็นวิทยาทาน อีกทั้งต้องเสียภาษีปีหนึ่งหมื่นกว่าบาท
ดูช่างเป็นคำให้สัมภาษณ์อย่างภาคภูมิใจ
ทั้งสองคนมีความต่างที่เหมือนกันคือ จิตสำนึกละอายชั่วกลัวบาปดูจะหายากยิ่งกับคนห่มผ้าเหลืองในยุคนี้
นี่คงเป็นเพราะ ความมั่งคั่ง ร่ำรวย ที่คนพวกนี้มีอยู่มากมายจึงมีเงินทองเหลือเฟือที่จะซื้อหา ของถูกใจเอาไว้สะสม
ทำให้ฉันนึกไปถึงคำแนะนำของผู้หวังดีตอนไปแถลงต่อศาลในคดีที่ดีเอสไอฟ้องเรียกค่าเสียหายจากฉันว่า
ขอให้ปฏิเสธไปก่อนเพื่อให้ทนายทำเรื่องหาพยานรวบรวมหลักฐานมาหักล้างคำฟ้องของดีเอสไอ จะได้ไม่ต้องจ่ายเงิน
ฉันกลับบอกแก่ผู้หวังดีไปว่า
หากการไปชุมนุมของเวทีแจ้งวัฒนะก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถานที่ราชการจริง
ฉันในฐานะแกนนำเวทีย่อมไม่ควรปฏิเสธ
เพราะฉันเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา นอกจากจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมืองแล้ว ยังต้องรักษาพระธรรมวินัยอีกด้วย
หากเขาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาการชุมนุมของเรา
ถ้ามันเสียหายจริงและเรารู้อยู่ แล้วเราปฏิเสธความรับผิดชอบ ก็เท่ากับเรากำลังมีความผิดถึงขั้นปาราชิก ตามราคาทรัพย์สินที่เขาเสียหาย
เช่นนี้ ฉันจะยังนุ่งห่มผ้าไตรจีวรอยู่ได้อีกหรือ
ขอให้ฉันรักษาพระธรรมวินัยไปพร้อมกับรักษาชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์
อย่าเห็นแก่เศษเงินและทำลายพระธรรมวินัย ทำลายหลักการ อุดมการณ์ ที่ฉันสู้อุตส่าห์ถนอมรักษามาชั่วชีวิตเลย
สำหรับฉันแล้ว สมบัติเงินทองใดๆ ก็ไม่มีค่าเท่ากับพระธรรมวินัยหรอก
ฉันแจ้งแก่ผู้หวังดีว่า หากฉันไม่ได้นุ่งห่มจีวร ฉันคงต้องอุทธรณ์ไปตามวิถีแห่งคดี
เขียนมาถึงช่วงนี้จึงระลึกไปถึงสมเด็จช่วงและอดีตนักบวชแห่งวัดไผ่ล้อม คือนายน้ำฝน ว่าพวกเขาสองคนจะมีความสำนึกละอายชั่วกลัวบาปกันบ้างหรือเปล่านะ
เพราะจากข้อมูล การที่จะสามารถใช้ทนายมือดีของประเทศมาช่วยแก้ต่างให้นี้ คงต้องใช้เงินจ้างมหาศาลทีเดียว
หรือว่าหลวงตาและเด็กวัดกินเต่าจะพากันกลับชาติมาเกิดจริงๆ
พุทธะอิสระ