พระภัททากัจจานาเถรี (พระนางยโสธรา,พระนางพิมพา) ตอนที่ 21

0
19

พระภัททากัจจานาเถรี (พระนางยโสธรา,พระนางพิมพา) ตอนที่ ๒๑
๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๗

ความเดิมตอนที่แล้วจบลงตรงที่ นางสัมมิลลหาสินีได้ถึงกาลละกิริยา พระโพธิสัตว์จึงทรงดำริว่า สิ่งที่มีอันจะแตกไปเป็นธรรมดา ก็ย่อมแตกดับไป สังขารทั้งปวงไม่เที่ยงหนอ มีที่สุดเป็นอย่างนี้ ในอนนุโสจิยชาดก

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี

พระโพธิสัตว์เป็นสิงโตตัวผู้ อยู่กับสิงโตตัวเมีย ได้ลูก ๒ ตัว คือลูกตัวผู้ ๑ ตัว ตัวเมีย ๑ ตัว.
ลูกตัวผู้ได้มีชื่อว่ามโนชะ เมื่อเติบโตแล้ว รับเอาลูกสิงโตตัวเมียตัวหนึ่งมาเป็นเมีย.

ดังนั้น สิงโตฝูงนั้นจึงมีรวมกัน ๕ ตัว. สิงโตมโนชะได้ฆ่ากระบือเป็นต้นในป่า นำเนื้อมาเลี้ยงพ่อแม่น้องสาวและเมีย.

อยู่มาวันหนึ่ง สิงโตมโนชะได้เห็นสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งชื่อคิริยะ เดินมายังถิ่นหากินเหยื่อของตน สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นหนีไม่ทัน จึงได้นอนหมอบลง สิงโตมโนชะจึงถามขึ้นว่า สหายเอ๋ยนี่มันอะไรกัน เจ้าช่างใจกล้ามาก ที่เข้ามาในถิ่นหากินของเรา

สุนัขจิ้งจอกคิริยะจึงบอกว่า ข้าแต่นาย ฉันประสงค์จะมาปรนนิบัตินาย สิงโตมโนชะจึงรับเอาไว้แล้วนำมายังถ้ำซึ่งเป็นที่อยู่ของตน.

สิงโตพระโพธิสัตว์ผู้เป็นพ่อเห็นพฤติการณ์นั้นแล้ว แม้จะห้ามอยู่ว่า ลูกมโนชะเอ๋ย ธรรมดาสุนัขจิ้งจอกทั้งหลายทุศีล มีบาปธรรม ประกอบสิ่งที่ไม่ใช่กิจ เจ้าอย่าเอาสุนัขจิ้งจอกนั้นไว้ในถิ่นที่อยู่อาศัยของตนเลย ดังนี้ แต่สิงโตมโนชะผู้เป็นบุตร ก็ไม่ยอมฟัง เมื่อไม่อาจจะห้ามได้ สิงโตผู้เป็นพ่อจึงได้ปล่อยเลยตามเลย

อยู่มาวันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกอยากจะกินเนื้อม้า จึงพูดกะสิงโตมโนชะว่า ข้าแต่นาย ขึ้นชื่อว่าเนื้ออย่างอื่นเว้นไว้แต่เนื้อม้า ที่พวกเราไม่เคยกินไม่มี พวกเราไปตะครุบม้ามากินกันเถอะ.

มโนชะถามว่า ม้ามีที่ไหนเล่า

สุนัขจิ้งจอกตอบว่า ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา แขวงเมืองพาราณสี.

มโนชะ จึงกล่าวว่า ดีหละ เช่นนั้นเจ้านำทางไป

ขณะนั้นม้าทั้งหลายพากันมาอาบน้ำในแม่น้ำคงคาอยู่พอดี สิงโตมโนชะจึงได้ตะครุบลูกม้าได้ตัวหนึ่ง จึงตวัดแบกขึ้นหลังด้วยกำลังของสิงโตหนุ่มนำม้านั้น มายังถ้ำอันเป็นที่อยู่ของตน.

เวลาต่อมา พ่อสิงโตออกมากัดกินเนื้อม้าแล้วจึงพูดว่า ธรรมดาม้าเป็นสัตว์สำหรับใช้สอยของพระราชา และพระราชาทั้งหลายก็ย่อมมีมายาเล่ห์ เพทุบายมากมาย อาจจะตรัสสั่งให้พวกนายขมังธนูผู้ฉลาดออกตามล่าสิงโตที่ทำร้ายม้าของพระองค์ ขึ้นชื่อว่าสิงโตที่กินเนื้อม้า ที่จะอายุยืนเป็นไม่มี ต่อแต่นี้ไปเจ้าอย่าออกไปล่าม้ามากินอีกเลยลูกเอ๋ย

สิงโตมโนชะ ก็หาได้ทำตามคำเตือนของพ่อไม่ ยังคงออกไปไล่ล่าม้ามากินอยู่อีก

กาลต่อมา พระราชาทรงทราบว่า มีสิงโตเข้ามาล่าม้าที่ทรงเลี้ยงเอาไปกิน จึงทรงให้สร้างสระโบกขรณี สำหรับม้าลงกินน้ำไว้ภายในพระนคร เพื่อป้องกันมิให้ม้าตกเป็นเหยื่อของสิงโต.

แต่แม้จะสร้างสระโบกขรณีเอาไว้ให้ม้ามากินน้ำแล้วก็ตาม สิงโตก็ยังแอบเข้ามาตะครุบเอาไปกินได้อยู่อีก

พระราชาจึงทรงให้สร้างโรงม้า แล้วให้หญ้าและน้ำแก่ม้าในภายในโรงนั้นเอง.

สิงโตมโนชะ จึงลอบเข้าไปในโรงม้า จับม้าเอาจากภายในโรงไปกินได้อีก

พระราชาจึงทรงตรัสสั่งนายขมังธนูยิงเร็วคือยิงไม่ขาดระยะ คนหนึ่งมา แล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าสามารถยิงสิงโตให้เราได้ไหม?

นายขมังธนูทูลว่า ได้พระพุทธเจ้าข้า

เมื่อนายขมังธนูรับบัญชาจากพระราชาให้ฆ่าสิงโตที่มาจับม้ากิน เขาจึงได้ให้คนสร้างห้างสำหรับขึ้นไปซ่อนตัวเอาไว้ชิดกำแพงใกล้ทางสิงโตมา แล้วได้นั่งรอ ยืนรออยู่บนห้างนั้น.

กาลต่อมา สิงโตมโนชะมายังคอกม้า พร้อมทั้งสั่งให้สุนัขจิ้งจอกยืนรออยู่นอกคอกม้าแล้วสิงโตก็วิ่งเข้าไปในคอกม้าเพื่อจะตะครุบม้า.

ฝ่ายนายขมังธนู เห็นสิงโตมา คิดว่า สิงโตตัวนี้มีความรวดเร็วมาก จึงยังไม่ยิง แต่เวลามันตะครุบม้าแล้วเดินไปด้วยน้ำหนักของตัวม้า จะทำให้สิงโตวิ่งไปไม่ได้ ต้องเดินไป เราจึงจะยิงสิงโตด้วยลูกศรที่แหลมคมที่ด้านหลัง

นายขมังธนูคิดดังนี้แล้วลูกศรทะลุออกทางด้านหน้าแล้ว วิ่งไปในอากาศ.

สิงโตร้องว่าข้าถูกยิงแล้ว.

นายขมังธนูยิงสิงโตนั้น จนสายธนูสะบัดเหมือนสายฟ้าฟาด

สุนัขจิ้งจอกได้ยินเสียงสิงโตและเสียงสายธนูแล้ว คิดว่า สหายของเราจักถูกนายขมังธนูยิงตายแล้ว ธรรมดาว่าความคุ้นเคยกับสัตว์ทั้งหลายที่ตายแล้วย่อมไม่มี บัดนี้ เราจักกลับไปยังที่อยู่ของเราตามปกตินั่นแหละ

เมื่อคิดดังนี้แล้ว สุนัขจิ้งจอกคิริยะ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-

เพราะเหตุที่ธนูโก่ง และสายธนูสะบัดดังสนั่นดังสายฟ้าฟาด มโนชะมฤคราชสหายของเรา จึงถูกฆ่าตาย

ช่างเถอะ วันนี้เราจะหลีกเข้าป่าที่เร้นลับไปตามสบาย เพื่อนเช่นนี้จะไม่มี เรายังมีชีวิตอยู่ คงได้เพื่อนอีกในวันข้างหน้า

สุนัขจิ้งจอกแอบซุ่มย่องเข้าไปดู ได้เห็นเพื่อนสิงโตมโนชะมีร่างกายอันเปื้อนเลือด มีเลือดไหลออกจากปากแผลที่ถูกยิง ถึงความสิ้นชีวิต เหตุเพราะคบสัตว์เลวแท้ๆ

กาลต่อมา เมื่อสิงโตโพธิสัตว์ได้ทราบเรื่องว่า บุตรชายของตนได้ถูกนายขมังธนูยิงด้วยลูกศรตายคาที่เสียแล้ว ทั้งพ่อ แม่ น้องสาวและเมียของมโนชะราชสีห์ ได้พากันกล่าวคาถาตนละ ๑ คาถาตามลำดับว่า :-

ผู้คบสัตว์เลว ปกติจะไม่ประสบความสุขโดยส่วนเดียว จงดูมโนชะผู้นอนตายเถิด ผู้เชื่อฟังสัตว์พาลเช่นสุนัขจิ้งจอกชื่อคิริยะ จึงต้องมารับความวิบัติดังที่ปรากฎ

แม่จะไม่บันเทิงใจ เพราะลูกมีเพื่อนที่เลวทราม จงดูมโนชะผู้นอนจมกองเลือดของตนอยู่เถิด เป็นตัวอย่างของผู้ที่คบคนพาล ย่อมถึงความวินาศ

ดังเช่นสิงโตมโนชะผู้นี้ คนผู้ที่ไม่ทำตามถ้อยคำของคนที่เกื้อกูล เช่น บิดา มารดา ครู อาจารย์ ซึ่งเป็นผู้ชี้แต่ประโยชน์ให้ ก็จะประสบเภทภัยดังมโนชะราชสีห์

คนผู้ที่สูงส่ง แต่คบคนที่ต่ำทราม จะเป็นคนที่เลวได้มากกว่าคนต่ำทรามผู้นั้นทีเดียว จงดูพระยาเนื้อคือมโนชะผู้สูงส่ง แต่คบหาสัตว์ต่ำช้า คือสุนัขจิ้งจอก ทั้งยังหลงเชื่อคำยุยง จึงต้องถูกกำจัดด้วยกำลังของลูกศร.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอภิสัมพุทธคาถาหลังสุดว่า :-

คนผู้คบหาคนเลวทรามเป็นปกติ มีแต่จะเสื่อมเสีย แต่ผู้คบหาคนเสมอกันเป็นปกติ จะไม่เสื่อมเสียในกาลไหนๆ ส่วนผู้คบหาคนที่ประเสริฐที่สุดอยู่ จะเข้าถึงความประเสริฐสุดโดยเร็ว เพราะฉะนั้น บุคคลควรคบแต่คนที่มี่คุณธรรมที่สูงกว่าตน.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกว่า ในที่สุดแห่งสัจจะ ภิกษุผู้คบหาคนพาลแล้ว ละเสียซึ่งคนพาลนั้น แม้ที่สุดได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.

สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้น ได้แก่ พระเทวทัต ในบัดนี้
มโนชะได้แก่ ภิกษุผู้คบหาคนพาล
น้องสาวของมโนชะราชสีห์ได้แก่ พระอุบลวรรณาเถรี
เมียของมโนชะราชสีห์ได้แก่ พระเขมาภิกษุณี
มารดาของมโนชะราชสีห์ได้แก่ มารดาพระราหุล
ส่วนบิดาของมโนชะราชสีห์ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.

คนคบคนพาล พาลพาไปหาผิด
คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล
คบคนชั่ว จักพาตนอับจน
จงคบคนที่ประเสริฐ จักเกิดคุณ

เจริญธรรม

จบแล้วจ้า

พุทธะอิสระ

——————————————–

ลิ้งค์จาก : https://www.facebook.com/buddha.isara/posts/pfbid0usSzPJkytUQeX46qn6MGZ9aybLbAUiPzh9Ekz9YAzshPy1jkeWGKqt68smvhkP6Xl