ประวัติพระสาคตเถระ (ตอนที่ 3)

0
31

ประวัติพระสาคตเถระ (ตอนที่ ๓)
๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๖

ความเดิมตอนที่แล้วจบลงตรงที่ ดาบสลูกศิษย์ของพระมหาโพธิสัตว์ทั้ง ๕๐๐ ได้กราบลาอาจารย์ออกจากป่าหิมพานต์ มาพักอายู่ในพระราชอุทยานของพระราชาพรหมทัต

ต่อมาพระราชาพรหมทัตและมหาชนปรารถนาที่จะบูชาดาบสผู้รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ทั้ง ๕๐๐ ด้วยสุราอันมีสีแดงดุจดังเท้านกพิราบ

จนดาบสทั้ง ๕๐๐ ต่างพากันเมามายขาดสติ แสดงกิริยาวิปลาสออกมาต่างๆ กัน

เมื่อดาบสทั้งหมดสร่างเมามีสติฟื้นคืนมา จึงเกิดความละอายพากันออกเดินทางกลับมายังป่าหิมพานต์ อันเป็นที่พักของพระมหาฤษีโพธิสัตว์ผู้เป็นอาจารย์ แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น ความว่า

ท่านอาจารย์ขอรับ พวกกระผมอยู่กันอย่างสบาย ก็แต่ว่า พวกผมพากันดื่มในสิ่งไม่ควรดื่ม จนหลงลืมสติแสดงกิริยาวิปริตจนสลบไสลไปตาม ๆ กัน เมื่อแจ้งเรื่องนั้นแล้ว ก็พากันกล่าวคาถานี้เรียนอาจารย์ว่า :

“พวกกระผมพากันดื่มสุรา ครั้นดื่มสุราแล้ว ก็คะนองมือคะนองเท้า พากันฟ้อนรำ เปิดปากร้องเพลงด้วยเสียงอันยืดยาว

ครั้นสร่างเมาแล้ว กลับมีวิปฏิสาร ความวิตกกังวลร้อนกายใจ จนพากันร้องไห้ว่า พวกเราทำกรรมไม่สมควรเห็นปานนี้แล้ว

เหตุเพราะดื่มสุรา ที่ชื่อว่า เป็นเหตุให้สัญญาวิปริตเสียได้ถึงเพียงนี้ ยังดี ที่พวกข้าพเจ้าไม่กลายเป็นลิงไปเสียหมด”

พวกฤษีน้อยใหญ่ พากันกล่าวโทษตนเอง ดังนี้

พระดาบสโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่า นรชนที่เหินห่างจากการอยู่ร่วมกับครู ย่อมเป็นเช่นนี้ได้ทั้งนั้น แล้วตำหนิดาบสทั้ง ๕๐๐ พร้อมให้โอวาทว่า พวกท่านอย่ากระทำกรรมเยี่ยงนี้ต่อไปอีก
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า คณะฤๅษีในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนฤษีมหาโพธิสัตว์ ได้มาเป็นเราตถาคต

ด้วยเพราะเหตุพระสาคตะเถระได้ใช้เดชปราบพยศนาคชื่ออัมพติตถะ ทำให้พระศาสดาทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของเหล่าภิกษุสาวกผู้ฉลาดเข้าเตโชธาตุ เรียกสั้นๆ ว่า พระสาคตะชำนาญเตโช

ในครั้งปฐมโพธิกาล ภายใน ๒๐ พรรษาแรก ภิกษุผู้ได้ชื่อว่าเป็นอุปัฏฐากประจำของพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังไม่มีคงที่แน่นอน ต้องสลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป แล้วแต่จะสมัครใจ บางคราว พระนาคสมาลเถระอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า บางคราว พระนาคิตเถระ บางคราว พระเมฆิยเถระ บางคราว พระอุปวาณเถระ บางคราวพระสาคตเถระ บางคราวพระเถระผู้เป็นโอรสของเจ้าลิจฉวี ชื่อสุนักขัตตะ อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า

สมัยหนึ่ง ครั้งที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์

ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสาคตะเป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสาร แห่งแคว้นมคธ ได้สดับว่าในเมืองจัมปา มีบุตรเศรษฐีชื่อโสณโกฬิวิสโคตร เป็นสุขุมาลชาติ ที่ฝ่าเท้าทั้งสองของเขามีขนงอกขึ้น จึงทรงมีพระประสงค์จะทอดพระเนตร จึงมีพระดำรัสสั่งให้บุตรเศรษฐีนั้นเข้าเฝ้า

ครั้นพระเจ้าพิมพิสารได้ทอดพระเนตรแล้ว จึงได้ส่งบุตรเศรษฐีพร้อมชาวเมืองนั้นให้ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อประโยชน์ในปัจจุบันของเขาเหล่านั้น ครั้งนั้น พวกเขาเหล่านั้นก็พากันเดินทางไปยังภูเขาคิชฌกูฏ

สมัยหนึ่ง ท่านพระสาคตะเป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาค จึงพวกเขาพากันเข้าไปหาท่านพระสาคตะ แล้วได้กราบเรียนว่า ท่านขอรับ ประชาชนชาวเมืองจัมปานี้ เข้ามาในที่นี้เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค ขอประทานโอกาสขอรับ ขอพวกข้าพเจ้าพึงได้เฝ้าพระผู้มีพระภาค

ท่านพระสาคตะบอกว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงอยู่ ณ ที่นี้สักครู่หนึ่งก่อน จนกว่าอาตมาจะไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ดังนี้

และเมื่อพวกเขากำลังเฝ้ารอคอยอยู่ขณะนั้น ท่านพระสาคตะดำลงไปในลานแผ่นหินที่ปูลานอยู่ในพระวิหารนั้น ดุจดังบุรุษว่ายดำลงไปในน้ำฉะนั้น อันเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก

แล้วผุดขึ้นตรงพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งได้กราบทูลองค์พระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ประชาชนชาวเมืองจัมปานี้พากันเข้ามา ณ ที่นี้เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคจักทรงโปรดในกาลอันควรสุดแต่จะทรงโปรด

พระพุทธเจ้าข้าพระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรสาคตะ ถ้ากระนั้นเธอจงปูลาดอาสนะ ณ ร่มเงาหลังวิหาร ท่านพระสาคตะทูลสนองพระพุทธดำรัสว่า ทราบเกล้าฯ แล้ว พระพุทธเจ้าข้า

แล้วถือตั่งดำลงไปในแผ่นศิลาต่อพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประชาชนชาวเมืองจัมปานั้นกำลังเพ่งมองอยู่ตรงหน้าจึงผุดขึ้นลากแผ่นหินของลานพระวิหารเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก แล้วปูลาดอาสนะถวายต่อองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าในร่มเงาหลังพระวิหาร

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากพระวิหาร แล้วประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ที่พระเถระได้จัดไว้ถวาย ณ ร่มเงาหลังพระวิหารนั้น ประชาชนชาวพระนครทั้งแปดหมื่นนั้นเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค แล้วถวายบังคมนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แต่พวกชาวพระนครนั้นมัวแต่พากันสนใจท่านพระสาคตะเท่านั้น หาได้สนใจต่อพระผู้มีพระภาคไม่

ทันทีนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของพวกเขาด้วยพระญาณแล้ว จึงตรัสเรียกท่านพระสาคตะมารับสั่งว่า ดูกรสาคต ถ้ากระนั้น เธอจงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นธรรมอันยวดยิ่งของมนุษย์ ให้ยิ่งขึ้นไปอีกเพื่อมนุษย์ทั้งหลายเหล่านี้เถิด

ท่านพระสาคตะทูลรับสนองพระพุทธาณัติว่า อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า แล้วเหาะขึ้นสู่เวหาส เดินบ้าง ยืนบ้าง นั่งบ้าง สำเร็จการนอนบ้าง บังหวนควันบ้าง โพลงไฟบ้างหายตัวบ้าง ในอากาศกลางหาว

ครั้นแสดงอิทธิปาฏิหาริย์อันเป็นธรรมยวดยิ่งของมนุษย์หลายอย่างในกลางอากาศ แล้วลงมาซบศีรษะลงที่พระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาค แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวกพระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคเป็นพระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า

เหตุการณ์เหล่านี้ เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนเมืองจัมปานั้น จึงต่างพากันพูดสรรเสริญว่า ชาวเราผู้เจริญอัศจรรย์นัก ประหลาดแท้ เพียงแต่พระสาวกยังมีฤทธิ์มากถึงเพียงนี้ ยังมีอานุภาพมากถึงเพียงนี้ พระศาสดาคงต้องมีอานุภาพมาก มีฤทธิ์มาก มีอำนาจมากเป็นอัศจรรย์แน่ แล้วพากันหันมาสนใจต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อสดับพระธรรมเทศนา

พุทธะอิสระ

——————————————–

ลิ้งค์จาก : https://www.facebook.com/buddha.isara/posts/pfbid0rsnYaPj8e6xd5G34VkLY448uzoC5sLqF6dNFtujVz3EVGANek8ZH6awNcNhGdZefl