เอาบุญมาฝากจ้า (ตอนที่ 1)

0
20

เอาบุญมาฝากจ้า (ตอนที่ ๑)
๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

วันพุธที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ เวลา ๘ โมงเช้า ออกเดินทางไปแจกคุกกี้ที่คุณพระและญาติโยมได้ช่วยกันทำ นำมาแจกให้แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านดอยแค

ซึ่งมีนักเรียน ๑๔๐ คน และครู ๙ คน

พร้อมทั้งนำเงินปัจจัยไปแจกให้คนละ ๕๐ บาท

ที่ลูกหลานเขาถวายมาเป็นค่าภัตตาหาร

ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาส สอนตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓

พอดี ผอ. เขาให้พูดให้เด็กฟัง จึงได้พูดสอนว่า สิ่งที่คุณครูควรสอนและปลูกฝังให้มากเท่ากับวิชาการ คือ

ความสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม

มีจิตอาสาเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

รู้บุญคุณคน ตอบแทนคุณท่านตั้งแต่ พ่อแม่ บรรพบุรุษ ครูบาอาจารย์ และท่านผู้มีพระคุณทั้งหลาย รวมทั้ง ต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน

ครูต้องอย่าเพียงแค่มุ่งเน้นสอนแต่วิชาการให้เด็กๆ มีแต่ความรู้ แต่กลับขาดความรับผิดชอบ ไร้จิตสำนึกสาธารณะ เอาวิชาความรู้ไปแสวงหาแต่ประโยชน์ตนเป็นหลัก ไม่ใส่ใจประโยชน์ส่วนรวม ประโยชน์แผ่นดิน

เช่นนี้เรียกว่า ครูไม่เอื้อเฟื้อต่อแผ่นดินเกิด

บ้านเมืองที่ต้องลำบาก ทุกข์ยาก เดือดร้อน ซึ่งเกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ล้วนแต่เกิดมาจากผู้มีวิชาความรู้ระดับปริญญา ด็อกเตอร์ ศาสตราจารย์กันทั้งนั้น

คนความรู้ไม่มาก แม้จะสร้างความเดือดร้อนก็เป็นความเดือดร้อนเฉพาะตน สร้างความเดือดร้อนในวงแคบ

แต่พวกที่มีความรู้มากแล้วขาดจิตสำนึกสาธารณะ ขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เห็นแก่ตัวและเห็นแก่ประโยชน์พวกพ้อง เอาความรู้มากอบโกย คดโกง สร้างความเสียหายจนเดือดร้อนไปทั่วแผ่นดิน มีให้เห็นตลอดมา

คนเช่นนี้ คือ คนหนักแผ่นดิน

คุณครูต้องไม่เพาะพันธุ์ หรือ ผลิตลูกศิษย์ของครูให้เติบโตมาหนักแผ่นดิน

คุณครูต้องผลิต เพาะพันธุ์มนุษย์ ลูกศิษย์ให้เป็นคนมาช่วยแบ่งเบาภาระของแผ่นดิน

เช่นนี้จึงถือว่า ครู ได้ตอบแทนคุณให้บ้านเมือง หลังจากพูดกับครูและเด็กแล้ว จึงได้ลงมือแจกขนมคุกกี้ที่คุณพระและญาติโยมเขาทำมาให้ พร้อมกับเงินที่ลูกหลานเขาถวายมาเป็นค่าอาหาร

โดยให้เจ้านัดไปแลกเป็นแบงค์ ๕๐ มา ๔ บึก สำหรับแจกเด็กๆ และครูด้วย

วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ แปดโมงเช้ามาถึงโรงเรียนบ้านดวด ภาพแรกที่ได้เห็น คือ ครูและเด็กๆ ช่วยกันปัดกวาด เช็ดถู ลานหน้าเสาธง และอาคารอเนกประสงค์ และสถานที่ต่างๆ ภายในโรงเรียน

แต่พอเวลาเด็กรวมแถว ร้องเพลงเคารพธงชาติ กลับมีเด็กออกเสียงร้องเพลงชาติไทย แค่ไม่กี่คน

ยิ่งเวลาสวดมนต์ไหว้พระ เสียงร้องยิ่งเบา มีแต่เสียงผู้นำสวด และเด็กเล็กไม่กี่คน
พอถึงช่วงร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี อันนี้น่าชื่นใจหน่อย

ก่อนเด็กจะเข้าแถวเคารพธงชาติ เด็กๆ ได้รวมกันทำความสะอาดโรงเรียนอย่างขมักเขม้น เห็นแล้วน่าชื่นใจ ทำให้นึกถึงบรรยากาศสมัยที่ตนเป็นเด็กนักเรียน จึงได้หยิบไม้กวาดไปช่วยเด็กกวาด ทำความสะอาดอาคารอเนกประสงค์ ที่จะให้เด็กเข้ามานั่งประชุม เพื่อรับแจกคุกกี้และปัจจัย

หลังจากทำความสะอาดพื้นอาคารอเนกประสงค์เรียบร้อยแล้ว พอมีเวลาเหลือเห็นเด็กๆ ยังกวาดใบไม้ไม่เสร็จ ระฆังโรงเรียนยังไม่ตีรวม

จึงเดินออกไปดูต้นไม้ใหญ่ เห็นกิ่งก้านสาขารากไม้ร่มรื่น งดงาม ดังในรูป จึงเดินเข้าไปใกล้ๆ ลองถามเด็กน้อยว่า

หนูนี่ต้นอะไร เด็กตอบแบบทองแดงๆ ว่า ต้นกวา

เราต้องขอฟังคำตอบอีกครั้งซ้ำๆ ชัดๆ จึงได้เข้าใจ รู้ว่าเป็นต้นว่านป่า

ถามเด็กว่า หนูรู้ไหมว่า ต้นไม้ต้นนี้อายุเท่าไหร่

เด็กคนหนึ่งตอบว่า ๒ ปี

เราฟังแล้วก็ลองหา ใช่หรือหนู ต้นใหญ่ขนาดนี้น่ะนะ ๒ ปี

เด็กอีกคนก็ร้องตอบมาว่า ไม่ใช้ ๒ ปี แต่อายุมากแล้ว แม่บอกว่า มีมาก่อนพ่อของแม่เกิดอีก

เราจึงเข้าใจ ถามต่อไปว่า ต้นว่านี้มีลูกไหม

เด็กตอบว่ามี

ถามต่อว่า ลูกเล็ก ลูกใหญ่

เด็กตอบว่า ลูกไม่ใหญ่

ถามเด็กต่อไปว่า คนกินได้ไหม

เด็กตอบว่า กินไม่ได้

ถามต่อว่า แล้วนกกินได้ไหม

เด็กตอบว่า นกกินได้ เวลาออกลูก มีนกมากินเต็มต้น

พอดีเสียงระฆังเรียกรวมพล ฉันเลยเดินไปชมห้องอาหาร ของเด็กๆ

เห็นคุณครูและเด็กนักเรียนกำลังช่วยกันเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด และถังขยะ จึงเดินเข้าไปถามว่า ที่นี่ทำอาหารเลี้ยงเด็กด้วยหรือ

คุณครูตอบว่า ทำค่ะ

ถามว่า แล้วเอาเงินจากที่ไหน

ครูตอบว่า รัฐบาลให้หัวละ ๒๒ บาท

ถามว่า พอไหม

ครูตอบว่า พอค่ะ มีกับข้าว ๒ อย่าง ขนมหรือผลไม้อีก ๑ อย่าง นมอีก ๑ กล่อง

เห็นเด็กมารวมกันในห้องประชุมเรียบร้อย จึงเดินมาเข้าห้องประชุม

ครูจึงบอกให้เด็กๆ แสดงความเคารพ พร้อมส่งไมค์ให้ฉันได้พูด

จึงพูดกับครูและเด็กๆ ว่า ขอชื่นชมสิ่งที่คุณครูและเด็กๆ ช่วยกันทำในวันนี้ เช่นการช่วยกันทำความสะอาดโรงเรียน มันเป็นการฝึกสอน บ่มเพาะให้เด็กๆ ได้เห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่ รู้จักเสียสละความสุขส่วนตน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม จึงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

ฝึกฝนแบบนี้ เช่นนี้ แต่ยังเด็กๆ ทำทั้งที่โรงเรียน ในบ้านเรือน ในวัดวาอาราม สถานที่สาธารณะ หากแผ่นดินนี้มีคนเช่นนี้กันมากๆ บ้านเมืองก็ไม่สกปรก ไม่รกรุงรัง

บ้านเมืองไทย ประเทศไทยก็จักสะอาด งดงาม สวยงาม

ความสวยงาม ไม่จำเป็นต้องประดับประดาตกแต่ง แค่ทำให้สะอาด มีระเบียบ ก็สวยงามได้แล้ว

ถือว่าคุณครูกำลังปลูกฝังทัศนคติในการเสียสละ สร้างจิตสาธารณะให้แก่ลูกไทย เป็นประโยชน์ เป็นคุณต่อแผ่นดินไทยอย่างยิ่ง

แต่ก็มีอีกเรื่องที่อยากท้วงติง นั้นก็คือ การร้องเพลงชาติไทย

น้องหนูรู้ไหม การร้องเพลงชาติเสียงดังๆ ไม่ใช้เรื่องน่าอาย ตรงกันข้าม มันเป็นการแสดงออกซึ่งความกล้าหาญ การแสดงพลังแห่งความรักชาติได้อย่างดียิ่ง

น้องหนูลองดูว่า เวลาทีวีเขาถ่ายทอดสดกีฬาระหว่างประเทศ ผู้ชนะที่ได้รับเหรียญไม่ว่าจะเป็นประเทศใด เขาจักร่วมกันร้องเพลงชาติ อัญเชิญธงชาติของประเทศนั้นๆ ได้อย่างสง่างาม

แล้วทำไมเด็กไทย คนไทย จึงไม่กล้าต่อการที่จะร้องเพลงชาติ

ส่วนที่น้องหนูส่งเสียงร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีดังๆ นี่น่าชื่นชม เพราะพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ ในพระราชวงศ์จักรี ล้วนมีคุณูปการ บุญคุณต่อแผ่นดินไทย ปวงชนชาวไทยอย่างมากมายเหลือล้น

ควรที่หนูๆ จะรำลึกถึงพระองค์ท่าน เทิดทูนบูชาพระคุณท่าน

สิ่งที่น้องหนูแสดงความเคารพจงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ในวันนี้ และวันต่อๆ ไป หลวงปู่ขอชื่นชมและให้สัญญาว่า จะมาเยี่ยม นำขนมและปัจจัยมาแจกให้หนูๆ ทุกปี

พุทธะอิสระ

——————————————–

ลิ้งค์จาก : https://www.facebook.com/buddha.isara/posts/pfbid0GwZnYk5vUU6YkxPdowT41wtpj2fRUa7kJ6negrEMGdqQ6yZkaDQVFimyxTHRUEBsl