ตัวอย่างเรื่องพุทธิจริต 13มิ.ย.2565

0
33
ตัวอย่างเรื่องพุทธิจริต
๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕
 
สามเณรรูปหนึ่งเดินทางไปกับพระสารีบุตรผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ เพื่อเดินทางไปบิณฑบาตรเห็นประตูระบายน้ำในระหว่างทางจึงเรียนถามว่า” นี้ชื่ออะไรขอรับ
 
พระสารีบุตรเถระ จึงตอบไปว่าชื่อเหมืองประตูน้ำสามเณร
 
สามเณรถามต่อว่า เขามีไว้ทำอะไร
 
พระเถระตอบว่า เขามีไว้สำหรับปล่อยน้ำจากที่นี้ ไปให้ชาวนาทำการเพาะปลูกต้นข้าวกล้าของตน
 
สามเณร จึงถามต่อว่าน้ำมีจิตใจไหมขอรับ
 
พระเถระ จึงตอบว่าไม่มีเณร
 
สามเณร จึงถามต่อว่าชนทั้งหลายย่อมเปิดน้ำที่ไม่มีจิตใจเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์เห็นปานนี้ได้หรือขอรับ
 
พระเถระตอบว่า ได้สิเณร
 
สามเณรนั้นจึงคิดว่า “ถ้าคนทั้งหลายเปิดน้ำซึ่งไม่มีจิตใจยังให้เกิดประโยชน์ได้ขนาดนี้”
เหตุไฉน คนมีจิตใจแท้ ๆ จึงไม่อาจทำจิตของตนให้เป็นไปในอำนาจเพื่อน้อมมาบำเพ็ญสมณธรรมให้เกิดประโยชน์เล่า”
 
สามเณรและพระเถระเดินทางต่อไปจึงเห็นพวกช่างทำศรกำลังเอาลูกศรลนไฟแล้ว เล็งด้วยหางตา ดัดให้ตรง จึงเรียนถามพระเถระว่า “ชนพวกนี้ เรียกว่าอะไรกัน ขอรับ”
 
พระเถระตอบว่า ชื่อช่างศรเณร
 
สามเณรถามต่อว่า พวกเขากำลังทำอะไรกัน
 
พระเถระตอบว่า เขาลนไฟลูกศรเพื่อดัดให้ตรง
 
สามเณรถามต่อว่า ลูกศรนั่นมีจิตใจไหมขอรับ
 
พระเถระตอบว่า ไม่มีจิตใจเณร
 
เณรจึงคิดว่า “ถ้าคนทั้งหลายเอาอย่างลูกศรที่ไม่มีจิตใจ เมื่อถูกลนไฟแล้วยังดัดให้ตรงได้ แล้วเพราะเหตุไรคนที่มีจิตใจ จึงจักไม่อาจทำจิตของตนให้อยู่ในอำนาจ พยายามบำเพ็ญสมณธรรมให้บังเกิดประโยชน์แก่ตนเล่า”
 
เวลาต่อมาสามเณรและพระเถระเดินต่อไป เห็นคนกำลังช่วยกันถากไม้ทำเกวียนเพื่อขนสัมภาระมีทำกงล้อเกวียนและดุมเกวียนเป็นต้น จึงเรียนถามพระเถระว่า “ชนพวกนี้มีชื่อว่าอะไรขอรับ”
 
พระเถระตอบว่า ชื่อช่างไม้เณร
 
สามเณรจึงถามต่อว่า พวกเขากำลังทำอะไรกันขอรับ
 
พระเถระตอบว่า พวกเขากำลังถากไม้เพื่อทำล้อเกวียนเณร
 
สามเณรจึงถามต่อว่า ไม้เหล่านั่นมีจิตใจไหมขอรับ
 
พระเถระตอบว่า ไม่มีจิตใจดอกเณร
 
ขณะนั้น เณรจึงคิดว่า “คนทั้งหลายถือเอาท่อนไม้ที่ไม่มีจิตใจ ทำเป็นล้อเกวียนได้ เพราะเหตุไรหน่อ คนผู้มีจิตใจจึงไม่อาจทำจิตของตนให้อยู่ในอำนาจแล้วเพียรพยายามบำเพ็ญสมณธรรมให้เกิดประโยชน์เล่า
 
สามเณรคิดดังนี้แล้วจึงกล่าวแก่พระเถระขึ้นว่า “ใต้เท้าขอรับ ถ้าใต้เท้าถือบาตรและจีวรของใต้เท้าได้ กระผมปรารถนาจะกลับที่พักแล้ว แล้วบำเพ็ญสมณธรรมขอรับ”
 
พระเถระไม่คาดคิดเลยว่า “เจ้าสามเณรตัวเล็กนี้บวชได้หยกๆ แล้วขอตามเรามากลับมากล่าวอย่างนี้กับเราได้”
 
พระเถระจึงกล่าวว่า “เช่นนั้นจงเอาบาตรและจีวรมาเถิดสามเณรเราจักถือเอง”
 
ฝ่ายสามเณรไหว้พระอุปัชฌาย์แล้ว จึงกล่าวขึ้นว่า “ใต้เท้าหากท่านต้องการนำอาหารมาให้กระผมได้โปรดนำมาเพียงแค่ปลาตะเพียนเถอะขอรับ”
 
พระเถระจึงถามเณรว่า เราจักได้ปลาตะเพียนจากที่ไหนมาเล่า
 
สามเณรจึงกล่าวว่า “ถ้าไม่ได้ด้วยบุญของใต้เท้า ก็จักได้ด้วยบุญของกระผมหล่ะขอรับ”
ต่อมาพระเถระวิตกว่า อันตรายอาจจะมีแก่สามเณรตัวเล็กที่เดินทางกลับไปกุฎิ แต่กุฎิเราได้ใช้กุญแจลั่นดาลเอาไว้ ท่านจึงส่งลูกกุญแจให้แก่เณรแล้วสั่งว่า “เปิดประตูห้องของฉันแล้ว เข้าไปอยู่ภายใน” แล้วนั่งหยั่งความรู้สึกลงไปในกายของตน พิจารณาอัตภาพอยู่เป็นอาจิน
 
ครั้งนั้น ที่ประทับนั่งของท้าวสักกะ แสดงอาการร้อนด้วยเดชแห่งพุทธิจริต ของสามเณรนั้นท้าวเธอใคร่ครวญว่า “จักมีเหตุอะไรกันหนอ” ทรงส่องทิพย์จักษุจึงได้รู้ว่า “บัณฑิตสามเณรถวายบาตรและจีวรแก่พระอุปัชฌาย์แล้วกลับ ด้วยตั้งใจว่า ‘จักเจริญสมณธรรมในกุฎิ’ แม้เราก็ควรไปในที่นั้น”
 
ดังนี้แล้ว ทรงตรัสเรียกท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 มา ตรัสว่า “พวกท่านจงไปไล่นกกาที่บินส่งเสียงจอแจอยู่ในป่าใกล้ที่พักของหมู่ภิกษุให้หนีไป แล้วยืนอารักขาไว้โดยรอบ” พร้อมทั้งทรงตรัสกะจันทเทพบุตรว่า “ท่านจงฉุดรั้งมณฑลพระจันทร์ให้ช้าลงก่อน”
 
อีกทั้งยังตรัสกะสุริยเทพบุตรว่า “ท่านจงฉุดรั้งมณฑลพระอาทิตย์ให้ชะลอช้าเอาไว้ด้วย”
 
ดังนี้แล้ว พระองค์เองจึงได้เสด็จลงมาประทับยืนอารักขาอยู่ที่หน้าประตูกุฎินั้น ภายในอาวาสที่สามเณรอาศัยอยู่ ในเวลานั้นแม้เสียงแห่งใบไม้แก่ตกพื้นก็หาได้มีไม่
 
ขณะนั้นจิตของสามเณรได้เข้าถึงอารมณ์เป็นหนึ่งแล้ว เธอพิจารณากายตนอย่างถี่ถ้วนแล้วบรรลุธรรม 3 อย่างในเวลาก่อนฉันเพลนั้นเอง
 
ฝ่ายพระเถระ คิดว่า “สามเณรนั่งบำเพ็ญสมณธรรมในที่พักของเรา เราอาจจะได้อาหารที่ประกอบด้วยปลาตะเพียนสมประสงค์แก่เณร ในเรือนของคหบดีข้างหน้าก็ได้” ดังนี้แล้ว จึงเดินไปสู่ตระกูลอุปัฏฐากนั้น
 
ก็ในวันนั้น ชนทั้งหลายในตระกูลนั้น ได้จับปลาตะเพียนมาได้หลายตัวประกอบอาหารรอถวายพระเถระอยู่เทียว พวกเขาเห็นพระเถระกำลังมาจึงกล่าวว่า “ท่านขอรับ ท่านมาที่นี้ ทำกุศลกรรมเจริญให้แก่ข้าพเจ้าแล้ว” แล้วนิมนต์พระเถระให้เข้าไปข้างใน ถวายข้าวยาคูและของควรเคี้ยวเป็นต้นแล้ว ได้ถวายอาหารบิณฑบาตที่ทำด้วยปลาตะเพียน
 
พระเถระเมื่อรับอาหารที่ทำด้วยปลาตะเพียนมาแล้วมิได้ฉันแต่เก็บเอาไว้ เพื่อจักนำไปให้แก่เณร พวกชนเหล่านั้นจึงกล่าวว่า “นิมนต์ฉันเถิดขอรับ ท่านจะเก็บอาหารปลาตะเพียนนั้นไปทำไม”
 
พระเถระจึงกล่าวแก่ชนเหล่านั้นว่า เราจักนำไปเลี้ยงเณร ชนทั้งหลายจึงอนุโมทนาพร้อมทั้งนำอาหารที่ทำจากปลาตะเพียนมาเพิ่มให้เต็มบาตรถวายแก่พระเถระท่านจึงได้รีบกลับที่พัก
 
ในวันนั้นพระศาสดาหลังจากทรงเสวยอาหารเช้าแล้วเสด็จไปวิหาร ทรงใคร่ครวญด้วยพระญาณว่า “วันนี้บัณฑิตสามเณรกำลังตั้งใจว่า ‘จักลำเพ็ญสมณธรรม’ ให้เจริญกิจแห่งบรรพชิตของเธอจักสำเร็จบรรลุผล 3 อย่างแล้วจึงทรงพิจารณาถึง “อุปนิสัยแห่งพระอรหัตของสามเณรว่าจะมีหรือไม่” ทรงเห็นว่า “มี” แล้วทรงใคร่ครวญต่อว่า “เณรจักบรรลุพระอรหัตก่อนกระทำภัตกิจหรือจักไม่อาจ” ได้ทรงทราบว่า “จักอาจบรรลุธรรม”
 
ลำดับนั้นพระองค์ได้มีความปริวิตกอย่างนี้ว่า “สารีบุตรไปบิณฑบาตร ถือภัตกิจมามอบให้สามเณร เธออาจจะพึงทำอันตรายแก่การบรรลุธรรมของสามเณรนั้นก็ได้ เราจักต้องไปรออยู่ที่ซุ้มประตู เพื่อถามปัญหา 4 ข้อกับพระเถระ ขณะที่เธอแก้ปัญหาแก่เราตถาคต สามเณรจักได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา”
 
ทรงตรึกดังนี้แล้ว จึงเสด็จไปจากวิหารนั้นประทับยืนอยู่ที่ซุ้มประตู ตรัสถามปัญหา 4 ข้อกะพระเถระผู้มาถึงแล้ว
 
เมื่อพระสารีบุตรเถระแก้ปัญหาทั้ง 4 ข้อได้หมดแล้ว ขณะนั้นสามเณรก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา
 
ฝ่ายพระศาสดา ทรงตรัสกับพระเถระว่า “ไปเถิดสารีบุตร จงให้ภัตแก่สามเณรของเธอได้แล้ว”
 
พระเถระไปเคาะประตูเรียกสามเณรให้ออกมารับบาตรจากมือพระเถระ วางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้ว จึงเอาพัดก้านตาลมาพัดให้แก่พระเถระ
 
ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกับสามเณรว่าจงทำภัตกิจเสียเถิดเณร เดียวจะเลยเวลา
 
สามเณรจึงย้อนถามกลับไปว่า แล่วใต้เท้าเล่าขอรับ
 
พระเถระตอบว่า เราทำภัตกิจเสร็จแล้ว เธอจงทำเถิด
 
เด็กอายุ 7 ขวบ บวชแล้ว ในวันที่ 8 บรรลุพระอรหัต เป็นเหมือนดอกปทุมที่แย้มแล้วในขณะนั้น ได้นั่งพิจารณาภัตทำภัตกิจแล้ว
 
ในขณะที่เธอล้างบาตรเก็บไว้ จันทเทพบุตรปล่อยมณฑลพระจันทร์สุริยเทพบุตรปล่อยมณฑลพระอาทิตย์ ท้าวมหาราชทั้ง 4 เลิกอารักขาทั้ง 4 ทิศ ท้าวสักกเทวราชเลิกอารักขาที่สายยู พระอาทิตย์เคลื่อนคล้อยไปแล้วจากที่ท่ามกลาง
 
ภิกษุทั้งหลายโพนทะนาว่า “เงา บ่ายเกินประมาณแล้ว พระอาทิตย์เคลื่อนคล้อยไปจากที่ท่ามกลาง ก็สามเณรฉันเสร็จเดี๋ยวนี้เอง นี่เรื่องอะไรกันหนอ พระศาสดาทรงทราบความเป็นไปนั้นแล้วเสด็จมาตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพูดอะไรกัน”
 
พวกภิกษุทูลเล่าความพิสดารดังกล่าวให้แก่พระบรมศาสดาทรงทราบ
 
พระศาสดาตรัสว่า “อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ในเวลาผู้มีบุญทำสมณธรรม จันทเทพบุตรฉุดมณฑลพระจันทร์รั้งไว้สุริยเทพบุตรฉุดมณฑลพระอาทิตย์รั้งไว้ ท้าวมหาราชทั้ง 4 ถืออารักขาทั้ง 4 ทิศในป่าใกล้วิหาร ท้าวสักกเทวราชเสด็จมายึดอารักขาที่สายยู ถึงเราผู้มีความขวนขวายน้อยด้วยนึกเสียว่า ‘เป็นพระพุทธเจ้า’ ก็ไม่ได้เพื่อจะนั่งอยู่ได้ ยังได้ไปยึดอารักขาเพื่อบุตรของเรา ที่ซุ้มประตู พวกบัณฑิตเห็นคนไขน้ำกำลังไขน้ำไปจากเหมือง ช่างศรกำลังดัดลูกศรให้ตรง และช่างถากกำลังถากไม้แล้ว ถือเอาเหตุเท่านั้น ให้เป็นอารมณ์ ทรมานตนแล้ว ย่อมยึดเอาพระอรหันต์ไว้ได้ทีเดียว” ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมาก บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล
 
***************************************
 
ที่อัญเชิญแสดงมานี้ คือ บุคคลตัวอย่างที่มีพุทธิจริตเป็นอุปนิสัย จนเห็นอะไรก็กลายเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดปัญญาได้ทุกเมื่อ
 
หวังว่าสิ่งที่นำมาแนะนำให้ท่านทั้งหลายได้ทำความเข้าใจ จะทำให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณาตนเองอย่างถี่ถ้วน แล้วหาวิธีเยียวยารักษา แก้ไขสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่กุศลให้หมดไป
 
ทั้งการทำกุศลให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นเป็นอาจิน เท่านี้ก็ไม่เสียที ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วหละ
 
พุทธะอิสระ
 
——————————————–