เช้ามืดวันพุธที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๑ เวลา ตี ๕ เดินทางออกจากวัด เพื่อไปสำนักงานอัยการสูงสุดแผนกคดีพิเศษที่รัชดา
เพื่อรับฟังคำสั่งฟ้องคดีกบฏ
วันนี้มีเจ้าเจมส์เป็นสารถี หมวดกุด นั่งหลับๆ ตื่นๆ อยู่หน้ารถ ตามหลังมาด้วยดาบแจ้ เจ้าวาริน
เช้าวันนี้สภาพการจราจรไหลลื่น คล่องตัวจึงมาถึงสำนักงานอัยการแต่เช้าตรู่ นางอ้วน (ประคอง) เจ้าสมชายสามีขับรถตามหลังมาติดๆ มีลูกหลานและชาวแจ้งวัฒนะอีกหลายคนทยอยเดินทางมาให้กำลังใจด้วยความห่วงใย
งานนี้ทีแรกตั้งใจว่าจะใช้บริการของกองทุนยุติธรรม เพื่อขอสนับสนุนเงินมาประกันตัว เพราะให้ทนายทำเรื่องขอรับความช่วยเหลือล่วงหน้ามาหลายเดือนแล้ว และในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองทุนได้เดินทางมาสัมภาษณ์ที่กุฎิ ถึงความจำเป็นที่ขอใช้บริการ ทั้งยังมีการถ่ายรูปกุฏิ จัดทำเอกสารกันอย่างขมีขมัน
ทำให้เราเข้าใจว่า เอาหละว้างานนี้คงไม่ต้องติดคุกแล้วหละ เพราะมีเงินกองทุนยุติธรรมประกันตัว อีกทั้งก็ไม่อยากรบกวนลูกหลานญาติธรรม พี่น้องผู้ร่วมอุดมการณ์ให้เขาต้องมาเดือดร้อนไปกับเราด้วย
แต่พอถึงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๑ ทนายโทรมาบอกว่า
เจ้าหน้าที่กองทุนยุติธรรมโทรมาแจ้งว่า หัวหน้าเดินทางไปนอก คงจะไม่สามารถเซ็นอนุมัติเงินประกันได้ทัน
เช่นนั้นเราควรจักขอเลื่อนนัดอัยการไปก่อน
พุทธะอิสระจึงแจ้งแก่ทนายว่า อย่าเลย เมื่อเขาไม่พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเรา เราก็ไม่ควรจะไปรบกวนเขา ดีเสียอีก เราจักได้ไม่ต้องไปเป็นหนี้บุญคุณเขา
ส่วนจะให้เราเลื่อนนัดอัยการอีก เราคงไม่ทำเพราะเราได้แจ้งแก่อัยการไว้แล้วว่า เราจะเดินทางไปรับฟังคำสั่งคดีกบฎในวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๑ เวลา ๙ โมง คำไหน คำนั้น หากจะต้องติดคุกเพราะไม่มีเงินประกันก็ไม่เห็นจักเป็นไร
ซึ่งก่อนหน้าที่ทนายโทรมาแจ้งถึงความไม่พร้อมของกองทุนยุติธรรม คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ก็ได้โทรมาแสดงน้ำใจว่า ถ้าหลวงปู่ต้องการประกันตัว ผมยินดีจักให้ความช่วยเหลือใช้หลักทรัพย์ประกันตัวให้
พุทธะอิสระกล่าวขอบคุณในน้ำใจไมตรีของคุณไพบูลย์ที่ได้กรุณาแสดงเจตนาให้การช่วยเหลือ แต่ก็บอกไปว่า รู้สึกเกรงใจ ไม่อยากให้ใครต้องมาเดือดร้อนด้วย
คุณไพบูลย์ยังยืนยันเจตนาว่า ยินดีให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างยิ่ง
พุทธะอิสระก็ได้กล่าวขอบคุณแล้วแจ้งว่า เอาไว้วันนั้นค่อยว่ากันอีกที
ต่อมาเจ้ากุดนำโทรศัพท์มายื่นให้พร้อมแจ้งว่า ลุงกำนันสุเทพโทรมา ฉันรับโทรศัพท์ซักถามสารทุกข์สุขดิบกันพอเป็นพิธี ลุงกำนันจึงพูดว่า ผมมีสามเรื่อง
เรื่องแรก ผมเตรียมทำกรมธรรม์ประกันตัวหลวงปู่เอาไว้ ไม่ทราบว่าหลวงปู่จะเห็นเป็นเช่นไร
เรื่องที่สอง วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๑ ที่จะถึงนี้ผมขออาราธนานิมนต์หลวงปู่ไปแสดงธรรมในงานทอดผ้าป่า หาทุนช่วยเหลือการศึกษาเด็กที่โรงเรียนอาชีวศึกษาภาวนาโพธิคุณที่ผมอุปถัมภ์อยู่
เรื่องที่สาม วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๖๑ ที่จะถึงนี้ผมจักหิ้วปิ่นโตนำอาหารไปถวายหลวงปู่ที่ศาลอาญาด้วย
ฉันกล่าวแก่ลุงกำนันว่า ขอบคุณในน้ำใจของลุงกำนันมาก ที่กรุณาต่อฉัน ในความรู้สึกลึกๆ แล้วฉันคิดอยู่เสมอว่า ลุงกำนันมีบุญคุณต่อฉัน มีบุญคุณต่อพระธรรมวินัย มีบุญคุณต่อประเทศ ที่ช่วยผลักดันให้ประเทศนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อีกทั้งลุงกำนันก็ยังมีภาระ ที่ต้องรับผิดชอบต่อคดีของแกนนำแต่ละคนอีกมากมาย
ฉันจึงไม่อยากไปเพิ่มภาระให้แก่ลุงกำนันอีก
เอาเป็นว่าฉันขอรับน้ำใจไว้ แต่ยังไม่อยากได้รับการช่วยเหลืออื่นๆ ตอนนี้ เอาไว้ถ้าฉันจำเป็นเดือดร้อนจริงๆ ค่อยรบกวนทีหลังก็แล้วกัน
ลุงกำนันจึงกล่าวว่า หลวงปู่อย่าเกรงใจผมเลยครับ มีอะไรที่ผมพอช่วยได้ผมก็ยินดี
ขอบคุณมากลุงกำนัน เอาไว้เมื่อไหร่ที่ฉันต้องการความช่วยเหลือ แล้วฉันจะบอกก็แล้วกัน
กลับมารับรู้ถึงบรรยากาศที่สำนักงานอัยการสูงสุดกันอีกที
ยิ่งสาย ก็ยิ่งมีบรรดาลูกหลานญาติธรรม พี่น้องจากเวทีแจ้งวัฒนะพากันมาให้กำลังใจเพิ่มขึ้น มากหน้าหลายตา มีบรรดาแกนนำแต่ละจังหวัดทยอยกันมาตั้งแต่ราชบุรี สมุทรสาคร ลพบุรี อยุธยา นครสวรรค์ ปทุมธานี กรุงเทพ แปดริ้ว
ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่มารับฟังคำสั่งคดีในวันนี้มีทั้งหมด ๑๔ คน
๑. อัญชะลี ไพรีรัก
๒. ยศศักดิ์ โกไศยกานนท์
๓. ถวิล เปลี่ยนศรี
๔. สมศักดิ์ โกศัยสุข
๕. รังสิมา รอดรัศมี
๖. ถนอม อ่อนเกตุพล
๗. สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
๘. นายสาธิต เซกัลป์
๙. พลอากาศโทวัชระ ฤทธาคนี
๑๐. พลเอกปรีชา เอี่ยมสุพรรณ
๑๑. พลเรือเอกชัย สุวรรณภาพ
๑๒. แก้วสรร อติโพธิ
๑๓. ไพบูลย์ นิติตะวัน
๑๔. พุทธะอิสระ
ผู้ถูกกล่าวทั้งหมดนี้ จักต้องมารับฟังคำสั่งคดีในเวลา ๙.๐๐ น.
เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว สิ่งหนึ่งพุทธะอิสระอยากตั้งประเด็นถามบรรดาแกนนำทั้งหลายว่า สิ่งที่พวกเราลงทุนไปนี้ ประเทศชาติได้มาคุ้มไหม บ้านเมืองเป็นไปดังที่พวกเรามุ่งหวังหรือไม่
คำตอบจากทุกคนล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทุกคนรู้สึกภาคภูมิ ยินดี กับสิ่งที่ตนทำและไม่มีใครรู้สึกเสียใจ เสียดาย และไม่รู้สึกวิตกกังวลใดๆ กับชะตากรรมที่ได้รับส่วนผลสัมฤทธิ์ที่ได้
เวลานี้ ว่าโดยรวมแล้วดีกว่าเก่า
แต่ถ้าจักให้พูดให้ชัดว่า พวกเราได้อะไร
ตอบว่า พวกเรามิได้มุ่งหวังว่าจักได้อะไร
ขอเพียง ประเทศชาติปลอดภัย สถาบันปลอดภัย พระธรรมวินัยสะอาด ศักดิ์สิทธิ์ สังคมมีความหวังที่งดงาม แค่นี้พวกเราก็พึงพอใจแล้ว
สิ่งที่พวกเรามองเห็นว่าประเทศนี้ได้
๑. ประเทศเข้าสู่ขบวนการปฎิรูป
๒. บ้านเมืองได้รับการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี
๓. สังคมได้เห็นรากเหง้าแห่งความเน่าในที่หมกไว้ในลัทธิประชาธิปไตย
๔. พระพุทธศาสนาได้รับการชำระล้างในระดับหนึ่ง
๕. ธรรมกายได้รับการตรวจสอบอย่างแท้จริงจากภาครัฐและประชาชน
๖. สารพัดปัญหาทั้งหลายที่หมกอยู่ในดงขมิ้น ได้รับการเหลือบแลจากภาครัฐและสังคม
๗. รัฐบาล คสช. ได้สร้างสิ่งดีงามที่พวกประชาธิปไตยไม่เคยสร้าง
๘. ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองกลับคืนมา จนทำให้ต่างชาติยอมรับ ไว้วางใจแห่กลับมาเที่ยวมากกว่ายุคสมัยรัฐบาลประชาธิปไตย
๙. และข้อดีๆ อีกหลายหลายที่ทำให้พวกเราเห็นเชื่อว่า การต่อสู้ทุ่มเทด้วยชีวิตของพวกเรา เป็นผลส่งให้บ้านเมืองกลับมาสงบสุขในระดับที่พอจะยอมรับได้สำหรับคนปกติ
แต่ถ้าจะให้พูดว่า สมดังที่เราหวังไว้หรือไม่
ตอบว่า ไม่
ด้วยเพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้การทำงานปฎิรูปของรัฐบาล คสช. ต้องประสบปัญหา
ถามว่า รัฐบาลเขามีความตั้งใจทำแล้วหรือยัง
เท่าที่ดูก็เห็นว่าเขาตั้งใจ จริงใจ ทุ่มเทที่จะแก้ปัญหา แต่ด้วยบริบททางสังคมที่ซับซ้อน ซ่อนเร้น ไม่ยอมรับ เตะสกัด ไม่ให้ความร่วมมือ และพยายามสร้างปัญหาใหม่ๆ ให้รัฐบาลเสียสมาธิจนกระทบต่อการทำงาน
เหล่านี้เราพอเข้าใจ
สรุปว่า เราไม่เสียใจ ไม่น้อยใจ ทั้งยังรู้สึกภาคภูมิใจเสียด้วยซ้ำที่ชีวิตนี้ได้โอกาสตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน
พุทธะอิสระ
ขอขอบคุณภาพข่าวจาก NEWTV18