ติเพื่อก่อ มิใช่เพื่อการทำร้าย ทำลาย

0
187

พอเขียนอธิบาย คำว่า “วิปัสสนาวิปลาส” กรณีพฤติกรรมของท่าน ว.วชิรเมธี ก็มีบรรดาพ่อยก แม่ยก กองเชียร์ของท่าน ว.วชิรเมธี ออกมารุมด่าพุทธะอิสระ

ขณะเดียวกันก็มีบรรดากองเชียร์พุทธะอิสระแสดงความคิดเห็นด้วย

แม้แต่ท่านศาสนวิทยา ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ ยังแสดงความคิดเห็น วิพากษ์พฤติกรรมของท่าน ว.วชิรเมธี ในเชิงอย่างเห็นความรับผิดชอบและความถูกต้องจากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง

ที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายควรจักออกมาแสดงความรับผิดชอบ ชี้ถูกชี้ผิด ให้สังคมได้รับรู้ เข้าใจอย่างถูกต้อง

แต่โดยความจริงที่ปรากฏ สังคมไทยกลับไม่เคยเห็นผู้มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบการปกครองคณะสงฆ์ ออกมาชี้ให้สังคมได้รับรู้เลยว่า สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ อะไรถูกอะไรผิด

วงการคณะสงฆ์ มันถึงได้อยู่กัน “อย่างใครดีใครอยู่” “ตัวใครตัวมัน” พระบ้านนอก,ผู้น้อย ,วัดบ้านนอก ก็ต้องปากกัดตีนถีบ หากินหาอยู่ไปตามยถากรรม อะไรที่ทำแล้วอยู่รอดก็ทำ ไม่เว้นแม้แต่ทรงเจ้า เข้าผีเพื่อความอยู่รอดทั้งนั้น

ถามว่า แล้วบรรดาเจ้าคณะปกครองผู้เกี่ยวข้องทำอะไรกันอยู่ ใครรู้ช่วยตอบที

ถามว่า แล้วธรรมเนียมการอยู่ร่วมกันในสังคมของพระภิกษุ ที่สอนกันมาเรียนกันมามันมีเอาไว้แค่สอบเพื่อยกอีโก้ ตัวกูเท่านั้นใช่ไหม

ยังจำได้ว่า หลักในการอยู่ร่วมกันในพระธรรมวินัยนี้มีอยู่ว่า

1. มีกายกรรม อันประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

2. มีวจีกรรม อันประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

3. มีมโนกรรม อันประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

4. แบ่งปันลาภที่ตนได้รับมาแล้วโดยชอบ ให้แก่เพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

5. รักษาศีลให้บริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนภิกษุสามเณรอื่นๆ เพื่อความอยู่ร่วมกันโดยสันติ

6. มีความเห็นอันเสมอกันกับเพื่อนภิกษุสามเณรอื่นๆ อันถูกตรงต่อหลักธรรมวินัย

เหล่านี้เรียกว่า สาราณียธรรม

ธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ร่วมกันด้วยความกลมเกลียว

ธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ร่วมกันด้วยความสงบ

ธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ร่วมกันเพื่อความเจริญ

ธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ร่วมกันเพื่อความปลอดภัย

ธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ร่วมกันเพื่อความมั่นคง

ธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ร่วมกันเพื่อความพัฒนา

แล้วสังคมคณะสงฆ์ที่เป็นอยู่กันทุกวันนี้ ได้ทำตามแบบธรรมเนียมที่เล่าเรียนกันมาบ้างหรือเปล่า ?

ไม่ต้องดูอะไรมาก ดูแค่การแบ่งปันลาภที่ตนได้รับมา หากทำตามหลักสาราณียธรรมนี้

พระบ้านนอก วัดบ้านนอก คงไม่ต้องปากกัดตีนถีบกันอยู่ทุกวันนี้
คงไม่มีคดีเงินทอนวัด ให้สังคมได้เห็น

คงไม่มีข่าวเด็กเส้น เล่นเดินสายวิ่งหายศถาบรรดาศักดิ์กันอยู่ทุกวันนี้

คงไม่มีคำว่า ค่าของคนมันอยู่ที่คนของใคร

เมื่อไหร่สังคมจักไม่ต้องมานั่งสงสัยว่า ทำไมพระบ้านนอกไม่มีโอกาสได้เป็นกรรมการเถรสมาคมกับเขาบ้าง ทั้งที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบมาตลอดชีวิต

หากปฏิบัติตามหลักสาราณียธรรมนี้ คงไม่มีวัดไหนรวย วัดไหนจน

ทุกวัดล้วนอยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาค ทั้งลาภสักการะ และยศถาบรรดาศักดิ์

ที่พุทธะอิสระ เขียนมาเช่นนี้ ก็มิได้หมายว่าพุทธะอิสระและพระบ้านนอก ท่านอยากได้อยากมี

แต่พูดในเชิงหลักการและเหตุผลว่า

เหตุที่สังคมมันวิปลาส วิปริตกันอยู่ทุกวันนี้

ก็เพราะพระและคนไม่ทำตามหลักการนี้แหละ

มันถึงได้วิปลาส

ที่เขียนมามิได้มุ่งหวังทำลายล้าง

แต่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงจากผิด ไปหาถูก

จากไม่ดี ไปสู่สิ่งดีๆ

ก็มุ่งหวังว่า ท่านผู้มีอำนาจหน้าที่ บารมีทั้งหลาย คงจักได้สำเหนียกและหาทางแก้ไข ให้พระธรรมวินัยกลายมาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เสียที

เลิกกันเสียทีเถิดกับคำว่า ธุระไม่ใช่ ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์

เพราะมันไม่ได้ให้คุณใดๆ กับแผ่นดินนี้เลย

พุทธะอิสระ

ขอบคุณรูปภาพ : เฟสบุ๊ค ศาสนวิทยา ดร.สินชัย : 4 มกราคม 2561