สำนักพุทธฯ และรัฐบาลอย่าหลงกลพวกกบฏผีบุญ

0
992

ระยะหลังมานี้ จะมีบรรดาพวกลิ่วล้อลัทธิกบฏผีบุญออกมาเรียกร้องให้ตั้งศาลสงฆ์มาพิจารณาคดีของเจ้าลัทธิและพวกกันถี่มากขึ้น
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ต่างพากันแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าศาลสงฆ์ก็ไม่เอา ศาลโลกก็ไม่รับ

แต่พอเห็นว่าจะไปไม่รอด จึงออกมาเรียกร้องให้ตั้งศาลสงฆ์มาพิจารณาคดี

คนไม่รู้ข้อเท็จจริง ก็คงจะนึกว่า น่าจะดีนะตุลาการฝ่ายสงฆ์จะได้ทำหน้าที่ชำระอธิกรณ์เสียที

พุทธะอิสระขอบอกว่า อย่าไปหลงกลพวกเขา

เพราะถ้านำคดีเขาสู่กระบวนการศาลสงฆ์ ก็จะต้องเข้าสู่กฎนิคหกรรม จึงจะต้องมีการตั้งองค์คณะขึ้นมาพิจารณาคดีอย่างน้อย ๓ ศาล

คือ ศาลชั้นต้น ได้แก่ เจ้าคณะตำบลคลองหลวง และเจ้าคณะอำเภอ

ศาลอุทธรณ์ ได้แก่ เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง กับเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี

ศาลฏีกา ได้แก่ เจ้าคณะภาค ๑ และเจ้าคณะหนกลาง

การพิจารณาคดีทั้ง ๓ ศาล อย่างน้อยต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๓ ปี

ดูตัวอย่างเช่น เรื่องที่พุทธิสระไปยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษโจทก์เจ้าลัทธิกบฏผีบุญว่าต้องอาบัติปาราชิก ๒ สิกขาบท ตั้งแต่วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ถึงวันนี้ ล่วงเลยเวลามาปีกว่าแล้ว ยังไม่มีการพิจารณามูลฟ้องเลย ทั้งที่เอกสารการฟ้องก็มีแค่ ๗ ฉบับเท่านั้น

แล้วถ้าสำนักพุทธฯ และรัฐบาลหลงทาง ผลักดันให้คดีของเจ้าลัทธิกบฏผีบุญและพวกเข้าสู่กระบวนการกฎนิคหกรรม

เรื่องก็ต้องไปเริ่มตั้งเรื่องฟ้องกันใหม่ ในศาลชั้นต้น ซึ่งมีเจ้าคณะตำบลและเจ้าคณะอำเภอเป็นตุลาการ

ซึ่งใคร ๆ ในแผ่นดินนี้ก็รู้กันไปทั่วว่า เจ้าคณะปกครองตั้งแต่เจ้าคณะหนจนถึงเจ้าคณะตำบล ล้วนอยู่ในคาถาของเจ้าลัทธิกบฏผีบุญกันทั้งนั้น

แม้แต่เจ้าคณะจังหวัด เมื่อไม่นานมานี้มีการสอบบาลีที่วัดเขียนเขต ยังรับเงินจากลัทธิกบฏผีบุญมาเป็นแสนเลย

แล้วคนไทยพุทธจะยังหวังอะไรกับศาลสงฆ์เหล่านี้ได้

ขณะเดียวกัน การที่พวกกบฏผีบุญ คิดมุขนี้ขึ้นมาเล่นก็เพียงเพื่อประวิงเวลาให้ทอดยาวออกไป จนกว่ารัฐบาล คสช. จะพ้นจากอำนาจ

แค่นี้พวกมันก็ร้องตะโกนออกมาดัง ๆ ได้แล้วว่า กูรอดแล้ว

ด้วยเหตุผลเหล่านี้แหละที่พุทธะอิสระจำเป็นต้องเตือนกันดัง ๆ ว่ารัฐบาล และสำนักพุทธฯ อย่าเดินไปตกหลุมพราง

หากจะถามว่า ถ้าไม่นำเข้าสู่กระบวนการศาลสงฆ์โดยใช้กฎนิคหกรรมแล้วยังมีกระบวนการที่จะฝ่าทางตันครั้งนี้ได้

พุทธะอิสระก็ต้องตอบว่า ไม่เห็นมีอะไรจะตันเลย

เรื่องไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร ก็แค่

ใช้พระอำนาจที่มีอยู่ในองค์สมเด็จพระสังฆราช ดังปรากฏในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติม ๒๕๖๐ หมวด ๑ ว่าด้วยเรื่องสมเด็จพระสังฆราช

มาตรา ๘ สมเด็จพระสังฆราชทรงดํารงตําแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัยและกฎมหาเถรสมาคม

เมื่อพระบัญชา สมเด็จพระสังฆราชถือเป็นกฎหมาย ตามมาตรา ๘

ท่าน ผอ.สำนักพุทธคนใหม่ก็แค่นำคดีพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อน นำขึ้นกราบทูลให้ทรงมีพระวินิจฉัยบัญชาการด้วยลายลักษณ์อักษรสั่งการให้เจ้าคณะใหญ่หนกลางควบคุมดำเนินการจับผู้เป็นอลัชชีกบฏผีบุญ ถอดจีวร ในความผิดฐานต้องอาบัติปาราชิก เท่านี้ก็จบ

หรือจะให้ยุ่งยากขึ้นอีกนิด ก็ใช้ พรบ.คณะสงฆ์ฉบับเดียวกันนี้

มาตรา ๑๕ จัตวา ความว่า เพื่อรักษาหลักพระธรรมวินัยและเพื่อความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์มหาเถรสมาคมจะตรากฎมหาเถรสมาคม เพื่อกําหนดโทษหรือวิธีลงโทษทางการปกครองสําหรับ
พระภิกษุและสามเณรที่ประพฤติให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนาและการปกครองของคณะสงฆ์ก็ได้

พระภิกษุและสามเณรที่ได้รับโทษตามวรรคหนึ่ง ถึงขั้นให้สละสมณเพศต้องสึกภายในสามวันนับแต่วันทราบคำสั่งลงโทษ

วิธีปฏิบัติ ท่าน ผอ. สำนักพุทธฯในฐานะเลขามหาเถรสมาคมจะต้องรวบรวมคดีความต่าง ๆ ทั้งฝ่ายศาสนจักรและอาณาจักรที่เกิดกับเจ้าลัทธิและพวก โดยเฉพาะคดีกรณีถูกถอดยศ นำเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถร เพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณา กำหนดบทลงโทษอันสมควรแก่โทษานุโทษ โดยมิต้องเข้าสู่กระบวนการนิคหกรรมใด ๆ เลย

เพราะมหาเถรฯ ซึ่งมีองค์พระสังฆราชทรงเป็นประธานในที่ประชุม ก็มีหน้าที่ระงับปัญหาหรืออธิกรณ์ตามพระบรมราชโองการแต่งตั้งอยู่แล้ว เท่านี้ก็จบ

ไม่ต้องคิดมาก ไม่สลับซับซ้อน ขึ้นอยู่กับว่าจะมองเห็นโทษเห็นภัยของบ้านเมืองที่เกิดจากลัทธิกบฏผีบุญ หรือไม่เท่านั้น

พุทธะอิสระ