หลังจากที่ฉันเดินทางไปรดน้ำศพอีจันทน์ในวันแรก ได้มีโอกาสร่วมฟังเทศน์ของลัทธิพุทธวจนะ
จึงได้เห็นความผิดปกติของลัทธินี้ด้วยตนเอง ในสามประเด็นคือ
– เมื่อพิธีกรอาราธนาศีลกับสาวกลัทธินี้จบลง
แทนที่สาวกลัทธินี้จะให้ศีล กลับไม่ยอมให้ศีล มิหนำซ้ำยังบอกให้นั่งเฉยๆ
– เมื่อนำเอาพุทธวจนะที่ตนจำได้มาบอกเล่าให้ชาวบ้านฟังจบลงแล้ว
ผู้บอกเล่าพุทธวจนะ สรุปบอกกล่าวกับชาวบ้านที่นั่งฟังกันทั้งศาลาว่า
ผู้ใดที่เข้าไปศึกษาในลัทธินี้ เมื่อตายแล้ว ศพจะไม่เน่า ไม่เปื่อย
เรียกว่าตายแล้วศพจะสวย ซึ่งเขายืนยันว่าเห็นมาเป็นร้อยๆ ศพแล้ว
แต่ในวันเผา ฉัน เจ้าปั๊ป เจ้าแก้วลูกชายจันทน์ทิพย์ได้ดูศพที่สัปเหร่อเขาเปิดให้ดู ก็ได้เห็นว่าศพอีจันทน์เริ่มขึ้นอืดส่งกลิ่นแล้ว
– แถมยังอวดอุตรมนุษย์ บอกให้ชาวบ้านเชื่อว่าอีจันทน์ทิพย์ หลังจากตายไปเกิดเป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้น ในสวรรค์ชั้นอกนิฏฐาภูมิด้วย และต้องได้บรรลุอรหันต์อยู่บนสวรรค์ในชั้นนี้ (ทั้งที่แท้จริงแล้วอกนิฏฐาภูมิไม่ใช่สวรรค์ แต่เป็นพรหมโลก)
ฉันเคยได้ยินความวิปลาสของลัทธินี้มานาน อย่างเช่นกรณีเจ้าลัทธิออกมาบอกว่า เขาและสาวกจะปฏิบัติตามพระวินัยเฉพาะที่มีมาในพระปาฏิโมกข์ ๑๕๐ สิกขาบทเท่านั้น ซึ่งเรียกว่า อาทิพรหมจริยกาสิกขา คือ หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายบทบัญญัติ หรือข้อปฏิบัติที่เป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์ สำหรับป้องกันความประพฤติเสียหาย
ส่วนที่ไม่ได้มีมาในพระปาฏิโมกข์อีก ๗๗ ข้อ (เสขิยวัตร ๗๕, อนิยต ๒) รวมเรียกว่า อภิสมาจาริกาสิกขา คือ หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายขนบธรรมเนียมที่จะชักนำความประพฤติ ความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ให้ดีงามมีคุณยิ่งขึ้นไป
พวกลัทธินี้ปฏิเสธไม่ยอมรับ
แต่ก็ยังไม่เคยได้เห็นได้ยินด้วยตนเอง คงจะต้องค้นคว้าหาทางพิสูจน์เพื่อให้ได้ความจริงให้กระจ่าง ซึ่งหากเป็นจริงดังที่เขากล่าวขาน
พุทธะอิสระขอตั้งข้อสังเกตว่า ก็ในเมื่อลัทธินี้ปฏิเสธศีลที่มานอกปาฏิโมกข์ แล้วทำไมถึงไม่ปฏิเสธเรื่องการโกนคิ้วที่ไม่มีอยู่ในปาฏิโมกข์ล่ะ สงสัยว่าทำไมนักบวชของลัทธินี้ยังโกนคิ้วอยู่
อีกซักข้อสงสัยหนึ่ง ตามพระวินัย สังฆาฏิ คือผ้าห่ม เอาไว้ห่มกันอากาศหนาวที่จีวรเอาไม่อยู่ พระบรมศาสดาจึงทรงมีพุทธานุญาตให้ภิกษุรับผ้าสังฆาฏิจากคหบดีมาใช้ห่มซ้อนทับจีวรให้หนาขึ้นเพื่อกันหนาว เรียกว่า คหบดีจีวร
แต่ในปัจจุบันพระภิกษุในเมืองไทยกลับนำมาใช้แค่พาดบ่า และสาวกลัทธินี้ก็ทำเช่นนี้ ทั้งที่ไม่มีบัญญัติเอาไว้ในพระปาฏิโมกข์ว่าให้ใช้พาดบ่า
เหล่านี้คือตัวอย่างความเพี้ยน วิปริต ของลัทธิพุทธวจนะ ที่ผู้คนเขาสงสัยว่าอาจจะสร้างปัญหาให้กับพระธรรมวินัยเหมือนดังลัทธิธรรมกาย
ครั้นพอพุทธะอิสระได้เห็นความวิปริตของสาวกลัทธินี้ด้วยตนเอง
อีกทั้งเจ้าลัทธินี้ล้วนมีคดีอื้อฉาวมาตลอดตั้งแต่ ๓-๔ ปีที่แล้ว ก็ถูกลูกศิษย์ใกล้ชิดออกมาแฉว่ายักยอกเงินของวัดไปซื้อทรัพย์สมบัติ อีกทั้งล่าสุดก็ถูกแจ้งความข้อหาอวดอุตริมนุสธรรมและฉ้อโกงประชาชน
พอได้เห็นความไม่ชอบมาพากลของลัทธินี้ รุ่งขึ้นขณะอยู่บนรถเดินทางไปเชียงใหม่เพื่อปลูกป่า จึงสั่งให้เจ้าแสบโทรหาเจ้าปั๊ป ลูกชายอีจันทน์ทิพย์ แล้วพูดกับเจ้าปั๊ปว่า หลวงปู่ขอพูดอะไรกับลูกหลานหน่อยได้หรือเปล่า เจ้าปั๊ปบอกว่าได้ครับ
ฉันจึงพูดกับเขาว่า ไม่ว่าสิ่งที่ข้าพูด เอ็งจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่เห็นความผิดปกติปรากฏขึ้นเฉพาะหน้าแก่ลูกหลาน แล้วจะนิ่งเฉยดูดายไม่ได้ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ก็ต้องคอยชี้แจ้งตักเตือน
เอ็งคงได้เห็นได้ยินถึงความวิปลาสผิดหลักพระธรรมวินัยของนักบวชสาวกลัทธิพุทธวจนะด้วยตนเองแล้วเมื่อคืนว่า
สาวกลัทธิพุทธวจนะนี้เขาไม่ให้ศีลทั้งที่มีผู้ขอ
มิหนำซ้ำยังกล่าวอ้างรับรองว่าผู้ที่เข้าลัทธินี้ตายแล้วศพจะไม่เน่าไม่เปื่อย
ทั้งยังอวดอ้างว่าอีจันทน์ทิพย์ตายไปแล้วไปสู่สวรรค์ชั้นอกนิฏฐาภูมิ และได้เป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้น รอบรรลุอรหัตถผลในสวรรค์ชั้นนี้ (ทั้งที่อกนิฏฐาภูมิไม่ใช่สวรรค์ แต่เป็นพรหมโลก)
พฤติกรรมวิปริตอวดอุตริมนุสธรรมเช่นนี้ ทำไมลูกหลานถึงยังได้ไปเรียกเขามาแสดงความวิปริต เผยแพร่ความวิปริตให้ผู้คนที่เขามาร่วมงานศพแม่มึงได้ฟัง ได้รับรู้อยู่ทุกวัน
ลูกไม่รู้หรือว่า สังคมเขากำลังมีข้อกังขา และกำลังจะตรวจสอบพฤติกรรมคำสั่งสอนของลัทธินี้อยู่
คนที่เขามีความรู้ มีปัญญา เขาจะรู้ว่าพระธรรมวินัยขององค์พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อย่นย่อสรุปลงแล้วคงเหลือแค่ ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่าไตรสิกขา
แต่สาวกลัทธินี้กลับไม่ยอมให้ศีล แล้วจะไปถามหา สมาธิ ปัญญามาจากที่ไหน
ทำไมถึงต้องไปนำคนที่มีปัญหามายุ่งเกี่ยวด้วย หรือลูกมีความเห็นว่าลัทธินี้มันถูกต้องขอบด้วยหลักพระธรรมวินัย
เอาเป็นว่า กูได้ทำหน้าที่ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์แล้ว ก็เหลือแต่ลูกหลานจะนำไปคิดวิเคราะห์ว่าจะยืนหยัดอยู่กับความถูกต้อง หรือความวิปริตผิดพลาด
เจ้าปั๊ปจึงตอบกลับมาว่า เช่นนั้นลูกขอเวลาซักวันสองวัน จะไปปรับกำหนดการให้ถูกต้อง เพราะเวลานี้นิมนต์พระในวัดนี้เอาไว้แล้ววันนี้ พรุ่งนี้คงจะไปปฏิเสธท่านคงจะน่าเกลียด ลูกขอเวลาซักวันสองวันที่จะแก้ไขให้ถูกต้องนะครับ
ฉันจึงตอบกลับไปว่า สุดแต่ลูกจะคิด ถ้าเห็นว่าถูกธรรมถูกวินัยก็ทำไป แต่ถ้าไม่ถูกและลูกไม่เห็น ข้าเห็นข้าก็จะทำหน้าที่ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์อย่างนี้แหละ
เจ้าปั๊ปจึงพยายามอธิบายว่า คุณแม่ต้องการให้ผู้ที่มาร่วมงานศพได้ฟังธรรมทุกวันจนกว่าจะเผา
ฉันจึงบอกว่าครูบาอาจารย์มากมายในแผ่นดินนี้ที่ท่านรู้ธรรมรู้วินัย ไม่เห็นจะต้องไปเอาผู้ที่มีปัญหากับพระธรรมวินัยมาแสดงเลย
เจ้าปั๊ปจึงพูดว่า เช่นนั้นนิมนต์หลวงปู่ก็แล้วกัน
ฉันจึงปฏิเสธไปว่าอย่ามานิมนต์ข้าเลย ข้าไม่ได้เก่งกาจเชี่ยวชาญชำนาญที่จะอธิบายธรรมะให้ใครฟังได้ดอก
เอ็งไปนิมนต์พระผู้คงแก่ภูมิปัญญามาแสดงธรรมให้หลากหลายนั่นแหละดีแล้ว
เจ้าปั๊ปจึงรีบตัดบทว่า เช่นนั้นลูกขออาราธนานิมนต์หลวงปู่ในคืนวันสุดท้ายก็แล้วกัน ผู้คนจะได้ฟังจากหลายครูบาอาจารย์ด้วย นิมนต์หลวงปู่แสดงอานาปานสติให้คนได้ฟัง
ฉันเห็นว่าเจ้าปั๊ปมันคะยั้นคะยอเช่นนั้น จึงรับปากว่าเช่นนั้นก็ได้ พร้อมกับถามกลับไปว่า แล้วทำไมต้องเป็นอานาปานสติด้วย
ฉันจึงอธิบายให้เจ้าปั๊ปได้เข้าใจว่า แม้อานาปานสติจะเป็นวิหารธรรม คือเครื่องอยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้า และพระอริยเจ้า พรหมเทวดาทั้งหลายก็ตามที แต่ก็หาใช่กรรมฐานที่แก้โรคได้ทุกโรคไม่
ฉันจึงกล่าวต่อไปว่า เอาไว้ข้าอธิบายให้ฟังในวันที่ไปแสดงธรรมก็แล้วกัน
เหตุการณ์ดังกล่าวมานี้แหละ จึงเป็นที่มาของการแสดงธรรมเรื่องปัญญา เรื่องจริต ๖ และกรรมฐานที่แก้จริต รวมทั้งอธิบายให้ชาวบ้านได้เข้าใจว่า ทุกคนล้วนมีโรคประจำตัวของตนเองมาแต่กำเนิดกันทั้งนั้น ไม่มีใครไม่มีโรค
แต่ผู้คนก็พยายามอธิบายคำว่าความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐนั้นหมายถึงโรคทางกายเท่านั้น
ที่จริงองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าหาได้หมายรวมไปถึงโรคทางกายอย่างเดียวไม่
แต่พระพุทธองค์ทรงหมายถึงโรคทางใจ โรคทางสันดาน ที่สั่งสมอบรมมาไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ
ซึ่งแต่ละคนล้วนมีโรคทั้ง ๖ ซึ่งเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระด้วยกันทั้งนั้น
อยู่ที่ใครจะมีโรคอะไรนำหน้ามากกว่ากันเท่านั้น
เช่นบางคนมีโรคราคะ ความรักสวยรักงาม มากกว่าโรคโทสะ ความโกรธ มากกว่าโรคโมหะ ความหลง หรือมากกว่าโรคศรัทธา ความเชื่อ
หรือไม่บางครั้งก็เป็นโรคฉลาดเสียจนไม่ยอมที่จะเชื่ออะไรเลย
เช่นในเวลานี้มีคนมากมายที่ไม่ยอมรับนับถือในคำสอนของศาสนา เช่นนี้ท่านก็เรียกว่าโรคพุทธิจริต หรือไม่ก็มีโรควิตกกังวลอยู่ด้วย
แต่โดยรวมแล้ว คนผู้นั้นมีโรครักสวยรักงามมากกว่าโรคอื่นๆ ที่กล่าวมาแล้ว ท่านจึงฟันธงลงไปเลยว่า คนผู้นั้นเป็นโรคราคะหรือผู้มากไปด้วยราคะจริต
๑. โรค ราคจริต คนรักสวยรักงาม ซึ่งต้องรักษาโรคด้วยอสุภกรรมฐาน กายคตานุสสติกรรมฐาน หรือปฏิกูลสัญญา
๒. โรค โทสจริต คนมีนิสัยมักโกรธ ต้องรักษาด้วยการเจริญเมตตาพรหมวิหาร และวรรณกสิณ
๓. โรค โมหจริต คนที่มีปกติหลงงมงาย ต้องรักษาด้วยการเจริญอานาปานสติ แลอยู่ใกล้ชิดปราชญ์ผู้มีปัญญา
๔. โรค ศรัทธาจริต คนที่เชื่อง่าย ต้องรักษาด้วยอนุสสติ ๖
๕. โรค พุทธิจริต คนที่มีปัญญา ขี้สงสัย แก้ได้ด้วยการเจริญวิปัสสนา
๖. โรค วิตกจริต คนที่มีแต่ความวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลา รักษาได้ด้วยการเพ่งกสิณ และเจริญอานาปานสติ
เมื่อเป็นโรคดังกล่าวนี้ จึงต้องหายาแก้โรค และยานั้นก็คือกรรมฐานอันมีทั้งสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งมีอยู่ในกรรมฐานทั้ง ๔๐ กอง
กรรมฐาน ๔๐ คือ ที่ตั้งแห่งการทำงานของจิต, สิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเจริญภาวนา ประกอบด้วย
– กสิณ ๑๐ คือ วัตถุสำหรับเพ่งเพื่อจูงจิตให้เป็นสมาธิ
– อสุภะ ๑๐ คือ สภาพอันไม่งาม, ซากศพในสภาพต่างๆ ซึ่งใช้เป็นอารมณ์แห่งสมถกรรมฐาน
– อนุสติ ๑๐ คืออารมณ์อันควรระลึกถึงเนืองๆ
– อัปปมัญญา ๔ ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ
– อาหาเร ปฏิกูลสัญญา คือ กำหนดพิจารณาความเป็นปฏิกูลในอาหาร
– จตุธาตุวัฏฐาน การกำหนดพิจารณาธาตุ ๔, พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุ ๔ แต่ละอย่างๆ
– อรูป ๔ คือ ฌานมีรูปธรรมเป็นอารมณ์ คืออรูปฌาน
วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะจ๊ะวันหน้าจะเขียนมาเล่าสู่กันฟังอีกรอบ
พุทธะอิสระ




