เกาไม่ถูกที่คันหรือเปล่าท่านรัฐมนตรี

0
107

ป.9 เป็น ดร. คงต้องรอนาน !
สุวพันธุ์ให้ทำกฎหมายลูกรองรับ
เพราะมีแต่จะเอา แต่ไม่เห็นวิธีการเป็นขั้นตอน

อา..ถ้างั้นก็คงจะกลายเป็นหนังเรื่องยาวไปอีกม้วน สำหรับการยกระดับ”ประโยค 9″ เป็นด๊อกเตอร์ มีชื่อเต็มๆ ว่า “ด๊อกเตอร์พระมหา…” โก้พิลึกซิครับท่าน ฝันหวานเห็นท่าจะหลุดลอยไปไกล เพราะอะไรก็ตาม ถ้าไม่ผ่านครั้งแรก ก็อย่าหวังว่าจะผ่านรอบสอง ดูอย่าง “ธนาคารพุทธ” นั่นปะไร เห็นเจ้าคุณประสารใส่จีวรแดงตะโกนลงเวทีมาเหย็งๆ “รับรองพ่อแม่พี่น้อง ว่าเราต้องได้ธนาคารพุทธ เราคุยกับทักษิณ-ยิ่งลักษณ์เรียบร้อยแล้ว เพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ ธนาคารพุทธฯ จะสำเร็จเมื่อนั้น” จนถึงวันนี้ วันที่ “ยิ่งลักษณ์” เดินสายขึ้นศาลเป็นกิจวัตร ธนาคารพุทธก็ยังคงเป็นธนาคารพุทธ เจ้าคุณประสารหันไปทำงานใหม่ “เข็นสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสังฆราช” พังพะพังพาบไปทั้งรถทั้งคน ดร.พล ว่าไงฮะ ดึงแขนน้องรัก “ว.วชิรเมธี” เข้าโรงเรียนวัดปากน้ำ รับตำแหน่ง ผช.จล. วัดพระสิงห์ ไปเรียบร้อยแล้ว จะสามารถเข็น ป.ธ.9 เข้าป้ายด๊อกเตอร์อีกใบหนึ่งได้หรือเปล่า ถ้าทำสำเร็จก็ต้องซูฮกว่า “ดร.พล” คนเมืองน่านนั้น ไม่ธรรมดา น่าจะได้ตำแหน่ง เลขา มส. !
www.alittlebuddha.com
———————————————
สุวพันธ์แนะทำกฎหมายลูกเรื่องวิทยฐานะ ยื่นควบร่างกฎหมายพระปริยัติฯ
เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม นายสมบัติ พิมพ์สอน รองโฆษก พศ. เปิดเผยภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ครั้งที่ 19/2559 มีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมรับทราบกรณีที่นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการ พศ. และคณะอนุกรรมการจัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. … เข้าพบนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอคำแนะนำ 2 เรื่อง ได้แก่
แนวทางในการประชาสัมพันธ์การสอนธรรมศึกษา โดยใช้สโลแกน “ธรรมศึกษาพัฒนาคนพัฒนาชาติ” โดย พศ. ได้ร่วมกับแม่กองธรรมสนามหลวง จัดโครงการสอบธรรมศึกษาสร้างความดีถวายพ่อหลวง ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยปีนี้จะจัดสอบธรรมศึกษา วันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ทั่วประเทศ จึงรณรงค์ให้นิสิต นักศึกษา พ่อค้า ประชาชน ได้สร้างความดีถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการเรียนและสอบธรรมศึกษา
ส่วนอีกเรื่อง ได้หารือการขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. …ขณะนี้อยู่ระหว่างนำเสนอรัฐบาล โดยนายสุวพันธุ์ได้แนะนำการทำกฎหมายเกี่ยวกับกฎกระทรวง หรือกฎหมายลูก เพื่อเสนอควบคู่กับร่าง พ.ร.บ. อย่างไรก็ตาม พศ.จะตั้งคณะทำงานจัดทำกฎหมายลูก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับวิทยฐานะ
ที่มา : มติชน : 9 กันยายน 2559
———————————————
ดูเหมือนพวกที่คิดจะแก้ปัญหาของพระพุทธะศาสนายังมองไม่เห็นปัญหาที่หมักหมมในแวดวงดงขมิ้น

แถมยังไปเกาไม่ถูกที่คัน ปัญหาที่มันเกิดในสังฆมณฑลเวลานี้มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับชาวบ้านนักซักเท่าไหร่

แต่มันเกี่ยวกับผู้ที่บวชเข้ามาแล้วละเลยไม่ปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัยอย่างซื่อตรงตะหากเล่า จึงก่อให้เกิดปัญหา

เช่นกรณี รถหรูหนีภาษีของสมเด็จช่วงแห่งวัดปากน้ำ

กรณีนำเข้ารถหรูหนีภาษีของนายน้ำฝนแห่งวัดไผ่ล้อม

กรณีมักมากทะยานอยากใช้สินค้าแบรนด์เนมของไอ้เณรคำ

แม้กรณียักยอกทรัพย์สินและบุกรุกที่ดินป่าสงวนสร้างสิ่งปลูกสร้างของอลัชชีธัมมชโย

กรณียักยอกฉ้อโกงเงินวัด เงินฝากของสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นของอลัชชีธัมมชโยและพวกอีกหลายคน

ที่เกิดขึ้นนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับการที่ชาวบ้านจะเรียนธรรมศึกษาหรือไม่เรียนธรรมศึกษาเลย

มันขึ้นอยู่ที่ว่าผู้นำทำหน้าที่ในสังฆมณฑล เมื่อศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัยแล้วได้นำมาประพฤติปฏิบัติได้จริงหรือไม่

มีสติสัมปชัญญะตั้งมั่นหรือเปล่า

ละอายชั่วเกรงกลัวผลของบาปแค่ไหน

และซื่อตรงต่อพระธรรมวินัยบ้างหรือไม่

หากหมู่สงฆ์เป็นผู้ทรงไตรสิกขา มีสติ มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ปัญหาอลัชชีจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ถ้าหากจะแก้ไขปัญหาอลัชชีที่เข้ามาเกาะกินพระธรรมวินัย มันต้องแก้ได้ด้วยการมีอาญากฎหมายคุ้มครองพระธรรมวินัย

ผู้ใดย่ำยีจาบจ้วงพระธรรมวินัยต้องมีบทลงโทษที่รุนแรง เฉียบขาด
และผู้ใดที่ละเมิดพระธรรมวินัยจนทำให้บังเกิดความเสื่อมเสียต่อความบริสุทธิ์ของคณะสงฆ์ ก็ต้องมีบทลงโทษที่หนักหน่วงเฉียบขาดทั้งแพ่งและอาญา ไม่ใช่จับสึกแล้วก็จบ ปล่อยให้ขนสมบัติกลับบ้าน มันต้องยึดทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้มาตอนเป็นภิกษุด้วย

อีกทั้งเมื่อศาลสงฆ์ไม่สามารถเข้าใจบริบทของกฎหมายอาญาแล้วแก้ปัญหาอลัชชีไม่ได้ ก็ควรโอนเรื่องการวินิจฉัยอรรถคดีให้เป็นหน้าที่ของศาลทางโลก

ซึ่งก็ต้องมีผู้ทรงคุณความรู้ทางด้านพระธรรมวินัยเป็นผู้ตัดสินวินิจฉัยคดี

และต้องกำหนดมาตรการอุปถัมภ์บำรุงศาสนทายาท ศาสนวัตถุ และบริหารศาสนสมบัติให้ชัดเจน ถูกต้อง สอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัย

ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างหากิน ต่างคนต่างเอาตัวรอด แต่พระธรรมวินัยที่บริสุทธิ์จะไม่รอดเหมือนทุกวันนี้เพราะอลัชชีเข้าครอบงำสังฆมณฑล

ยังมีอีกหลายปัญหาและหลายวิธีแก้ปัญหาที่คสช. รัฐบาล ท่านรัฐในตรีผู้รับผิดชอบ จะต้องตระหนักรู้ว่าประเด็นปัญหาเหล่านั้นแม้เล็กน้อยก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ และทำร้ายความมั่นคงของพระพุทธศาสนาพระธรรมวินัยได้ทุกเวลา

หากผู้มีหน้าที่แก้ปัญหายังมองไม่เห็นปัญหา ยังไม่รู้วิธีแก้ปัญหา แล้วไปหลงเชื่อคำเท็จทูลพวกสพ. สำนักพุทธ และพวกลิ่วล้ออลัชชี อีกหน่อยพระธรรมวินัยนี้คงมีบริษัทเหลือแค่ ๒ เท่านั้น คือ อุบาสก อุบาสิกา เพราะสังคมไม่แน่ใจว่าที่ห่มเหลืองโกนหัวอยู่นั้นเป็นพระจริงหรือพระปลอม

หรือท่านรัฐมนตรีจะเชื่อแต่สำนักพุทธ เอาแต่สนับสนุนให้ฆราวาสเรียนธรรมศึกษาให้มากๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องหวังพึ่งภิกษุสงฆ์แล้ว จะเอาอย่างนั้นหรือ

การที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านเรียนธรรมศึกษากันมากๆ ไม่ใช่ไม่ดี ดี และดีมากๆ

แต่ที่สังคมเขากังขาไม่ใช่พฤติกรรมของฆราวาส เขากังขาพฤติกรรมของคนโกนหัวห่มเหลือง ว่าทำไมถึงได้ร่ำรวย มั่งมี มากมาย กว่าชาวบ้านที่ให้ข้าวกิน

ทำไมผู้ประกาศตนว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าถึงได้วิ่งเต้นแสวงหาโลกธรรม ทั้งที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามและตำหนิอย่างรุนแรง
และยังมีพฤติกรรมของผู้โกนหัวห่มเหลืองอีกมากมายที่สังคมเขาสงสัย ตั้งข้อรังเกียจ

ทำไมคสช. รัฐบาล ท่านรัฐมนตรีสุวพันธุ์ จึงไม่ทำให้ข้อสงสัยเหล่านี้มันหมดไป และแก้ไขให้ถูกจุด เรียกว่าเกาให้ถูกที่คัน ไม่ใช่คันหัวแต่กลับก้มลงเกาตีนกันอยู่อย่างนี้

หรือรัฐบาลคสช. ท่านรัฐมนตรี ยังจะคิดหวังพึ่งสำนักพุทธ มหาเถร เจ้าคณะปกครอง ให้ช่วยแก้ปัญหา

ขอบอกดังๆ ว่าหากคนพวกนี้พึ่งได้จริง พุทธะอิสระคงไม่ต้องไปเป็นพญาราชสีห์แห่งเวทีแจ้งวัฒนะดอกท่านรัฐมนตรี

พุทธะอิสระ