ขออนุญาตแชร์นะลุง เรื่องนี้ฉันเห็นด้วยกับมุมมองของลุงเปลว ดูจะตรงกับวลีที่ว่า “ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว”

0
2128

เรียนรู้จาก ‘สมเด็จช่วง-หลวงพี่แป๊ะ’
เปลวสีเงิน 16 มกราคม 2560

คนที่ได้บุญมากที่สุดตอนนี้ ผมว่ามี ๒ หน่วยงาน คือ
๑.ดีเอสไอ
๒.อัยการ
ไม่ต้องดูอะไรมาก คดีเบนซ์เถื่อน ขม 99 ผู้ครอบครองปรากฏชื่อในสมุดทะเบียน “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์”
ดีเอสไอทำคดีขึงขัง-จังจริง น่าเชื่อถือ!
แต่ปรากฏว่า สำนวนสอบสวนที่ดีเอสไอส่งอัยการ ในจำนวนรายชื่อผู้ต้องหาทั้งหมด ผู้จัดหา-จัดทำ ตกเป็นผู้ต้องหาเรียบ
แต่ผู้ครอบครองรถเถื่อน คือสมเด็จช่วง พูดตามสำนวน “นายพนม ศรศิลป์” ผอ.สำนักพุทธ ก็ว่า…….
“ไม่มีชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการได้มาของรถเบนซ์โบราณ ……………
ท่านไม่ได้มีมลทินเกี่ยวกับเรื่องรถโบราณแต่อย่างใด”
บุญ “ก้อนเบ้อเร่อ”……….
จากทาน ที่ดีเอสไอ “ตัดชื่อ” ผู้ครอบครองรถเบนซ์ผิดกฎหมายออกจากการเป็นผู้ต้องหา!
อัยการก็ “บุญใหญ่” ไม่แพ้กัน…….
เมื่อ ๑๒ ม.ค.๖๐ เรือโทสมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลง
สั่งฟ้องเจ้าของอู่รถ คนสั่งรถเบนซ์เถื่อนเข้ามาจากนอก และใครต่อใครอีก ๒-๓ คน แต่กับผู้ต้องหารายสำคัญ เรือโทสมนึกแถลงว่า….
“อธิบดีอัยการคดีพิเศษ สั่งไม่ฟ้อง ‘พระมหาศาสนมุนี’ หรือหลวงพี่แป๊ะ ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่เสียภาษีไม่ครบถ้วนตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา ๑๖๑
เนื่องจาก ไม่มีพยานหลักฐานใดพิสูจน์ได้ว่า………
‘พระมหาศาสนมุนี’ รับรถยนต์ไว้โดยรู้ว่านายวิชาญเสียภาษีสรรพสามิตไม่ถูกต้อง
และให้ยุติการดำเนินคดีกับพระมหาศาสนมุนี ฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่เสียภาษีไม่ครบถ้วนตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฯ มาตรา ๑๖๑ (๑) กรณีครอบครองรถโบราณช่วงแรก
เนื่องจาก คดีขาดอายุความ”
สาาาาาธุ!
เป็นอันว่า คดีเบนซ์เถื่อน ทั้งผู้จัดหา ผู้จัดทำ-นำเข้า ผู้ปลอมเอกสาร ผู้แจ้งข้อความเป็นเท็จ
ผิด…ตกเป็นผู้ต้องหาหมด
ยกเว้น……
“ผู้จัดจ้าง-ผู้จ่าย ๔ ล้าน” คือหลวงพี่แป๊ะ ค่าเบนซ์เถื่อนนำไปถวายสมเด็จ กับผู้รับถวายและเป็นผู้ครอบครองเบนซ์เถื่อน “คือสมเด็จช่วง”
ไม่ผิด….ไม่ตกเป็นผู้ต้องหา!
หลังโฆษกอัยการสูงสุดแถลง ทางดีเอสไอ “ทำข้องใจ”
สำนวนด้วยพยานหลักฐานแน่นเปรี๊ยะขนาดนั้น แล้วเป็นงี้ได้ไง ส่วนจะแย้งกลับหรือไม่ ขอรอดูหนังสือที่อัยการจะส่งกลับมาก่อน
ผมว่า ไม่ต้องข้องหรอก
เหตุผลที่อัยการ “สั่งไม่ฟ้อง” หลวงพี่แป๊ะ สั้นๆ ชัดๆ โต้งๆ………
ไม่มีพยานหลักฐานใด พิสูจน์ได้ว่า………
“พระมหาศาสนมุนี” รับรถยนต์ไว้ โดยรู้ว่านายวิชาญเสียภาษีสรรพสามิตไม่ถูกต้อง
และให้ “ยุติการดำเนินคดี” กับหลวงพี่แป๊ะ ในข้อหามีของหนีภาษีไว้ในครอบครองด้วย เพราะ………
“คดีขาดอายุความ”!
เป็นอันว่า “จบบริบูรณ์” อิทัง เม อัยการ ดีเอสไอ โหตุ.
แล้วดูเหมือนจากที่อัยการสั่งไม่ฟ้องหลวงพี่แป๊ะ และสมเด็จช่วงไม่ตกเป็นผู้ต้องหาดีเอสไอ
อานิสงส์ที่เกิดตามทันตาเห็น คือ……..
อัยการสั่งไม่ฟ้อง ๑๒ มกรา
รุ่งขึ้น ๑๓ มกรา…………
แก๊ง “แดงในดงเหลือง” อ้างอิงที่อัยการสั่งไม่ฟ้องหลวงพี่แป๊ะ โยงเป็นเหตุเชื่อมไปถึงผล ว่า
“สมเด็จช่วงไม่มีความเกี่ยวข้องกับเบนซ์เถื่อนมาแต่ต้นแล้ว ฉะนั้น คุณงามความดีที่ท่านทำมา ผลที่ท่านควรได้รับบ้างว่าคืออะไร?”
พูดชัดๆ คือ ……
เริ่มเลียบๆ เคียงๆ ปูทางทวงตำแหน่ง ว่างั้นเถอะ!
“สมเด็จช่วง” น่ะ ท่านไม่อะไรหรอก อายุพรรษาท่านก็มากแล้ว ธรรมวินัยก็เจริญดุจเปลือกไม้หมดยางแล้ว
“ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข” เป็นของจืดชืด…….
เบนซ์เถื่อน มีไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่วัด ก็สำหรับปลงด้านวัตถุ
นาฬิกาพกปาเต๊ะทองเค มีไว้ก็สำหรับปลงความเที่ยง-ไม่เที่ยง
กระทั่งเงินวัดพี่-วัดน้องถวาย ก็มีไว้สำหรับปลงความเป็นอสรพิษของวัตถุอนามาส
จะเป็น-ไม่เป็น มีความหมาย สำหรับผู้สละโลกสู่ธรรมดังท่าน ความเป็น “พุทธบุตร” เท่านั้น ประเสริฐและสูงสุด
มีแต่พวกศิษย์หัวสาก “บางพวก-บางคน” ที่ยังห่มเหลืองก็มี ที่อาศัยศาสนาเรียนแล้วสึกไปตกคลั่กเมือก แต่ยังมาเกาะพระเป็นปลวกพุทธก็มี
พวกนี้แหละ ชอบหามงกุฎหนามมาถวายอาจารย์
อยากให้อาจารย์มีตำแหน่งนั้น-นี้ เพื่อกู “พวกศิษย์” จะได้บ้าง ทั้งที่ จริงๆ แล้ว อย่างที่บอก ……….
ตัวอาจารย์ท่านไม่ขวนขวายตะกายหาอะไรอีกแล้ว มีอุเบกขาธรรม เป็นที่อยู่อาศัย แต่พวกศิษย์นั่นแหละ
กระทั่งเส้นผมบนศีรษะ พระก็ยังสละ “โกนทิ้ง” ทุก ๑๕ ค่ำ เห็นอยู่-รู้อยู่โต้งๆ มันก็ยังพยายามจะเอา “มงกุฎหนาม” มาสวมเศียรอาจารย์ให้ได้!
อยากให้คิดกันสักนิด เห็นเป็นมหาเปรียญ เอาดีกรีพระไปต่อยอดเป็นดอกเตอร์-ดอกตวย
อย่าทำให้ชาวบ้านสับสน ………
ด้วยการเอาความเห็นทางกฎหมายบ้านเมืองมาเป็นตัวตัดสิน ความเป็นผู้มี “ศีลวิบัติ-ไม่วิบัติ” กับพระ
การที่ดีเอสไอ ไม่เอา “สมเด็จช่วง” เป็นผู้ต้องหา ก็ดี
การที่อัยการ “สั่งไม่ฟ้อง” และให้ยุติการดำเนินคดีกับ “หลวงพี่แป๊ะ” ก็ดี
นั่นไม่ใช่ตัวตัดสิน-ชี้ขาดว่า สมเด็จช่วงกับหลวงพี่แป๊ะ “ผิดหรือถูก”
ถึงจะไม่ถูกดำเนินคดี……..
ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้อง-ไม่ต้องอาบัติ ตามพระวินัย?
เรื่องอาบัติสำหรับพระ ต้องยึดพระวินัยเป็นตัวชี้ขาด ไม่ใช่ยึดกฎหมาย ส่วนจะรู้ว่าพระต้องอาบัติหรือไม่ต้อง
“สุทธิ-อสุทธิ ปัจจัตตัง”
ตัวสมเด็จช่วงกับหลวงพี่แป๊ะ “รู้อยู่กับตัวเอง” จากการทำของตัวเอง ด้วยใจตัวเอง อันมีเจตนาหรือไม่มีเจตนาเป็นที่ตั้ง
นรก-สวรรค์ ปาราชิก ไม่ปาราชิก ไม่มีใครแทนใครได้ ตัวผู้ทำเองเท่านั้น เป็นผู้ไป-เป็นผู้รับโดยตรง!
ฉะนั้น ใครก็อย่าเที่ยวยกเอาคำสั่งอัยการ ดีเอสไอ-ตำรวจ ที่ไม่ฟ้อง ไม่เอาเป็นผู้ต้องหา ไปเคลมเป็นผู้ไม่มีมลทิน “ผิด-ไม่ผิด” ทางพระธรรมวินัย
อย่างหลวงพี่แป๊ะ อัยการบอกชัดเจน
เหตุที่ “สั่งไม่ฟ้อง”………..
ไม่ใช่เพราะหลวงพี่แป๊ะเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่รู้-ไม่เห็น-ไม่เกี่ยวข้อง กับรถเบนซ์เถื่อนนั้น
หากแต่ หลวงพี่แป๊ะ เกี่ยวข้อง จ้างทำ รู้-เห็น ว่าเป็นสินค้าที่เสียภาษีไม่ครบถ้วน
เพียงแต่ อัยการบอกว่า….
เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานใดพิสูจน์ได้ว่า “หลวงพี่แป๊ะ” รับรถยนต์ไว้ โดยรู้ว่านายวิชาญเสียภาษีสรรพสามิตไม่ถูกต้อง เท่านั้น
ก็เลย……..สั่งไม่ฟ้อง!
ทางกฎหมาย “ยึด” พยานหลักฐาน จากที่หาได้-ไม่ได้
แต่ทางพระวินัย ยึด “เจตนา” อันชี้ขาดโดยใจผู้กระทำ ใครอื่นจะมีหลักฐาน-ไม่มีหลักฐานมายืนยัน นั่นแค่องค์ประกอบภายนอก
“อาบัติ-ไม่อาบัติ” ไม่มีการยกประโยชน์ให้จำเลย …….
ในความเป็นพระ อันเทวดาและมนุษย์กราบไหว้ ใจตัวเอง ถ้ายังไม่ซื่อต่อตัวเอง ถึงไม่ต้องรับโทษภายนอก
แต่ภายใน “นรกทางใจ” เป็นโทษที่ได้รับทั้งวันนี้-โลกนี้ และวันหน้า-โลกหน้า หนีไม่พ้น!
ผมขอเถอะ……
ใครก็อย่าไปสร้างความยุ่งยาก-ลำบากใจให้ “สมเด็จช่วง” ท่านอีก ในเรื่องเรียกร้องยศตำแหน่ง
เมื่อ ๖ ม.ค.๖๐ “ราชกิจจานุเบกษา” เผยแพร่พระราชโองการ ประกาศพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๖๐ ทราบกันแล้วมิใช่หรือ?
สรุปให้เข้าใจกันชัดๆ……….
มาตรา ๗ ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่ใช้ ณ ปัจจุบันนี้ มีความว่า
“พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรี ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”
นั่นคือ แต่ดั้งเดิมอดีตกาล อำนาจการแต่งตั้งพระสังฆราช เป็นพระราชอำนาจ ทางบ้านเมืองมาเอาพระราชอำนาจไปใช้กันเอง ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕
ตอนนี้ ถวายพระราชอำนาจในการสถาปนาพระสังฆราชกลับคืนดังเดิมแล้ว
เหตุนั้น อย่าทึกทัก เที่ยวพูดจา เที่ยวโพสต์ สมเด็จพระราชาคณะองค์นั้นซี-องค์นี้ซี เหมาะสมกันเลย
เป็นพระราชอำนาจ สุดแต่จะมีพระราชวินิจฉัย ว่าสมเด็จพระราชาคณะรูปใด เหมาะสมที่จะทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระสังฆราช
ฉะนั้น อย่าใช้โซเชียลมีเดีย “สร้างกระแสผิดๆ”!

ที่มา : http://www.thaipost.net/?q=plew.seengern