มาดูความวิปริตบิดเบือนของเจ้าลัทธิอลัชชีธัมมชโย และพุทธะอิสระจะหาทางแก้อย่างไร
๗ กรกฎาคม ๒๕๕๙

ธรรมกาย:
พิธีบูชาข้าวเป็นขนบธรรมเนียมที่สืบทอดกันมายาวนาน แม้ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงปรินิพพานนานแล้ว ยังมีมหาชนจำนวนมากที่มีกุศลศรัทธาอยากจะใส่บาตรพระพุทธองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่
การบูชาข้าวพระน้อมถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งถือเป็นบุญใหญ่ที่มีอานิสงค์จะนับประมาณมิได้
———————————————————–
พุทธะอิสระ ขออธิบายให้เข้าใจตามหลักวิชาของพระธรรมวินัยกันอีกที
คำว่า “พิธีบูชาข้าวพระ”
แก้ว่า พิธีบูชาข้าวพระ มีคำบูชาที่เกจิอาจารย์ในยุคหลังแต่งขึ้นเพื่อให้สาธุชนคนทั่วไปผู้ศรัทธามีจิตกตัญญูรู้คุณ กตเวทิตาตอบแทนคุณ ได้กระทำการบูชาข้าวแด่พระพุทธเจ้า ซึ่งมีทั้งภาษาบาลีและภาษาไทย ความว่า
“อิมังสูปะพยัญชะนะสัมปันนังสาลีนังโภชะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิ”
ข้าพเจ้าขอบูชาด้วยโภชนะข้าวสาลี พร้อมด้วยแกงกับและน้ำ อันประเสริฐนี้แด่พระพุทธเจ้า
แม้จะมีบทความที่ลงเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ท หัวเอกสารที่ยกมาอ้างอิงว่าพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากมาหวนคำนึงระลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ทรงนิพพานไปแล้ว
จึงได้ตั้งเครื่องสักการบูชาประจำวันอันมีข้าวและน้ำพร้อมทั้งบริขารทรงใช้สอย เป็นต้น ประจำทุกวัน
———————————————————–
“เมื่อครั้งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาฯ เสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานแล้ว พระอานนท์พุทธอุปฐากก็ยังระลึกถึงองค์สมเด็จพระบรมศาสดาอยู่มิรู้วาย พระอานนท์คิดเสมอเหมือนหนึ่งว่า องค์สมเด็จพระบรมศาสดาฯ ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่
แม้ว่าพระพุทธองค์จะเป็นผู้ขันธปรินิพพานไปแล้วก็ตาม แต่การปฏิบัติของพระอานนท์พุทธอุปฐากก็หาได้ยุติลงไม่ เหตุทั้งนี้ก็เพื่อเป็นเครื่องแสดงซึ่งกตัญญูกตเวทิตาคุณ ต่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาฯ
เมื่อภายหลังประชาชนทั้งหลายได้ทราบเรื่อง จึงพากันซุบซิบนินทาว่า พระอานนท์ได้ปฏิบัติการไปนั้นไม่เป็นการถูกต้องสมควร
แต่ได้มีพระมหากัสสปเถระผู้เป็นใหญ่ แก้ปัญหาข้อนี้ว่า
การที่พระอานนท์กระทำไปหมายถึงว่า พระอานนท์ได้ระลึกถึงพระคุณขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาฯ อยู่ตลอดเวลา การปฏิบัติถวายข้าวพระ น้ำดื่ม ปูอาสนะนั่งนอน แม้เมื่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดาฯ ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็ยังแสดงซึ่งกตัญญูกตเวทิตาคุณแก่ผู้มีพระคุณดังนี้
การปูอาสนะที่นั่งนอนและภัตตาหารทั้งหลาย น้ำผลไม้หรืออัฏฐบาล น้ำดื่ม น้ำใช้ทั้งปวง เมื่อพระอานนท์เคยจัดอย่างไร เมื่อสมัยที่พระบรมศาสดาฯ ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระอานนท์ก็ได้จัดไว้เช่นนั้น จนตราบเท่าที่พระอานนท์ดับขันธปรินิพพานไปเช่นเดียวกัน
การกระทำเช่นนี้เป็นการแสดงกตเวทิตาธรรม อันวิญญูชนทั้งหลายพึงทราบความเป็นจริง ตามที่กล่าวมานี้ เข้าใจหรือยัง
ส่วนที่มาที่ไปของการถวายข้าวพระพุทธรูปมีที่มาที่ไปดังนี้ ในสมัยพุทธกาล พระนางมหาปชาบดีโคตมี ต้องการถวายผ้ากับพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ตรัสบอกกับพระนางว่าขอให้นางถวายแด่สงฆ์เถิด เมื่อนางถวายแด่สงฆ์ก็ชื่อว่าถวายกับเราด้วย พระพุทธองค์ทรงแสดงเรื่องสังฆทานว่ามีผลมากและแสดงเรื่องสังฆทานว่าเป็นอย่างไร
ประการแรกที่เป็นสังฆทานคือ ถวายกับสงฆ์สองฝ่าย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เป็นประธานสงฆ์สองฝ่ายคือภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์
แต่เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วจะถวายสังฆทานกับสงฆ์สองฝ่ายอันมีพระพทธเจ้าเป็นประมุข เป็นประธานได้อย่างไร ก็ด้วยการตั้งพระพุทธรูปไว้ แล้วถวายกับพระพุทธรูปและสงฆ์สองฝ่ายนั่นก็เป็นสังฆทาน
ประการที่ 2 ถามว่าพระพุทธเจ้าจะได้รับอาหารหรือไม่ในการถวายข้าว
คำตอบคือ ไม่ได้รับเพราะพุทธองค์ปรินิพพานไปแล้ว จะไม่มีการเกิดขึ้นอีกของขันธ์ 5 จึงไม่มีสภาพธรรมใดเกิดขึ้นบัญญัติว่าเป็นพระพุทธเจ้า จึงไม่สามารถรับหรือล่วงรู้อะไรได้เลยในการถวายอาหาร
แต่ต้องบอกว่า สำหรับผู้มีปัญญามีความเข้าใจถูก ย่อมตั้งจิตด้วยความเคารพระลึกถึงพระพุทธเจ้า
แต่ไม่ได้มีเจตนาให้พระพุทธเจ้าเสวย เจตนาที่ถูกต้อง คือ เคารพเหมือนพระพุทธองค์เป็นประธานในสงฆ์สองฝ่าย
และสมัยนั้นยังมีสงฆ์สองฝ่ายอยู่จึงถวายสังฆทาน อันมีอาหารด้วยการมีพระพุทธรูปเป็นประธาน
ถวายกับพระพุทธรูป ด้วยความเข้าใจถูกว่าไม่ใช่ให้พระพุทธเจ้าเสวยเพราะทรงดับขันธปรินิพพานแล้ว
แต่แสดงถึงความเคารพในพระพุทธเจ้าเหมือนพระองค์เป็นประมุขในสงฆ์สองฝ่าย
นี่เองแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องของปัญญาและความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งสามารถศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้ได้ในพระไตรปิฎก เรื่องถวายอาหารแด่พระพุทธรูปเมื่อมีสงฆ์สองฝ่าย (ทักขิณาวิภังคสูตร).”
———————————————————–
แต่พอสืบค้นดูจากพระไตรปิฎกอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว หาได้มีข้อความว่าพระอานนท์ถวายข้าวพระพุทธหลังปรินิพพานอยู่ไม่
อีกทั้งถ้าพิเคราะห์ดูอุปนิสัยของพระอรหันต์อย่างพระอานนท์ จักไม่รู้เชียวหรือว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนในยามที่ใกล้ปรินิพพานไว้ว่า
“ดูก่อนอานนท์ พระตถาคตจะชื่อว่าอันบริษัทสักการะเคารพนับถือบูชานอบน้อมด้วยเครื่องสักการะประมาณเท่านี้หามิได้
(ซึ่งในขณะนั้นมีดอกไม้และเครื่องบูชาที่ลอยตกลงมาจากสวรรค์เต็มทั้งแผ่นดินจนมีความสูงถึงหัวเข่า)
ผู้ใดแล จะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกา ก็ตาม
เป็นผู้ปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบประพฤติตามธรรมอยู่
ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพนับถือบูชาด้วยการบูชาอย่างยิ่ง
เพราะเหตุนั้นแหละอานนท์ พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า
เราจักเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่
(มีมาในมหาปรินิพพานสูตร เรื่องอุปวาณเถระ หน้า ๓๐๗ ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๑)
ดูกรอานนท์ พระตถาคตจะชื่อว่าอันบริษัทสักการะ เคารพ นับถือ บูชานอบน้อม
ด้วยเครื่องสักการะประมาณเท่านี้หามิได้ ผู้ใดแล จะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก
หรืออุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตาม
ธรรมอยู่ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคตด้วยการบูชาอย่างยอด
เพราะเหตุนั้นแหละอานนท์ พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ปฏิบัติ
ธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่.
คำว่าขนบธรรมเนียมที่สืบทอดกันมายาวนาน
แก้ว่า โดยขนบธรรมเนียม หมายถึง แบบอย่างที่นิยมกันมา
ความเชื่อของชาวพุทธไทยที่ถูกสอนให้กตัญญูกตเวทิตาตอบแทนคุณมาตั้งแต่อดีต
กตัญญู [กะตัน-] น. (ผู้) รู้อุปการะที่ท่านทําให้ (ผู้) รู้คุณท่าน เป็นคําคู่กันกับ กตเวที. [ป. กต ว่า (อุปการคุณ) ที่ท่านทําแล้ว + ญู ว่า ผู้รู้].
ชนชั้นหลังๆ จึงระลึกถึงผู้มีพระคุณอย่างเช่น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ครูบาอาจารย์ หรือแม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านเหล่านี้แม้ตายไปแล้ว
ในขณะที่ลูกหลานและญาติทำพิธีอุทิศส่วนกุศลด้วยการสวดศพหรือเผาศพ ทั้งก่อนเผาและหลังเผา
คนไทยพุทธจะนิยมเลี้ยงข้าวผีวันละ ๓ มื้อ
โดยนำเอาอาหารคาวหวานและน้ำใส่ถ้วยจานชามทำเป็นสำรับไปตั้งเอาไว้ที่ปลายเท้าศพ พร้อมจุดธูป ๑ ดอก อธิษฐานให้ผู้วายชนมารับเครื่องเซ่น พร้อมเคาะฝาโลง ๓ ป๊อก แล้วเอ่ยปากเรียกชื่อดวงวิญญาณของผู้ตายมากินข้าขนมน้ำ
บางพื้นที่ก็นิยมนำเอาอาหารที่ผู้ตายชอบจำนวนมากๆ มาเซ่น ด้วยเชื่อว่าตนจะได้มีกินมีใช้อย่างเหลือเฟือ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า
ฉะนั้น ขนบธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาในการบูชาข้าวพระหาได้เป็นคำสอนที่มีอยู่ในพระธรรมวินัยหรือพระพุทธศาสนาธรรมนี้ไม่
เป็นแต่เพียงพิธีกรรมที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาจากความรู้สึกผูกพัน ระลึกถึงต่อผู้มีคุณเท่านั้น
ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงให้หลักแห่งความเชื่อที่มีอยู่ในพระธรรมวินัยนี้เอาไว้ดังนี้
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ก็ควรแล้วที่ท่านทั้งหลายจะเคลือบแคลงสงสัย และท่านทั้งหลายเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในฐานะที่ควรแล้ว มาเถิดท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย
อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำที่ได้ยินได้ฟังมา
อย่าได้ยึดถือตามถ้อยคำสืบๆ กันมา
อย่าได้ยึดถือโดยตื่นข่าวว่า ได้ยินอย่างนี้
อย่าได้ยึดถือโดยอ้างตำรา
อย่าได้ยึดถือโดยเดาเอาเอง
อย่าได้ยึดถือโดยคาดคะเน
อย่าได้ยึดถือโดยความตรึกตามอาการ
อย่าได้ยึดถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับทิฐิของตัว
อย่าได้ยึดถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้
อย่าได้ยึดถือโดยความนับถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา
เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล ธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้วเป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรละธรรมเหล่านั้นเสีย
ดูกรกาลามชนทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
ความโลภ เมื่อเกิดขึ้นในภายในบุรุษ ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือเพื่อสิ่งไม่เป็น
ประโยชน์ พวกชนกาลามโคตรต่างกราบทูลว่า เพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์
พระเจ้าข้า ฯ
———————————————————–
ทนๆ อ่านกันหน่อยนะจ๊ะ เพราะทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ชาวพุทธควรต้องรู้ จักได้ไม่ถูกหลอก สามารถอธิบายต่อลูกหลานและผู้อื่นไปได้
วันนี้ขอจบแค่นี้ก่อน วันพรุ่งนี้จะเขียนมาให้อ่านกันใหม่นะจ๊ะ
พุทธะอิสระ




