นิมนต์เอาแบบที่พวกท่านเห็นชอบเถิดท่าน

0
83

นิมนต์เอาแบบที่พวกท่านเห็นชอบเถิดท่าน
๑ เมษายน ๒๕๕๙

010459-บทความ-นิมนต์เอาแบบที่พวกท่านเห็นชอบเถิดท่าน

สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ
ความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์รู้ได้เฉพาะตน

นาญฺโญ อญฺญํ วิโสธเย
บุคคลอื่นจะทำให้ผู้อื่นบริสุทธิ์ไม่ได้

สุทฺธสฺส สุจิกมฺมสฺส สทา สมฺปชฺชเต วตํ
พรตของผู้บริสุทธิ์มีการงานสะอาด ย่อมถึงพร้อมทุกเมื่อ

พระบรมศาสดาทรงบัญญัติวิธีลงทัณฑ์แก่ภิกษุผู้ละเมิดอาบัติแล้วไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติ ไม่ยอมทำคืนอาบัติ หรือภิกษุผู้มีมิจฉาทิฏฐิ ประพฤติตนเป็นผู้ทำลายศีลของตนอยู่เนืองๆ

สงฆ์พึงประชุมกัน เรียกภิกษุนั้นมาพร้อมหน้าสงฆ์ พร้อมหน้าพยาน พร้อมหน้าวัตถุ

แล้วจึงซักถาม สอบสวน ทวนความให้ได้ความจริง

ภิกษุผู้เป็นจำเลยย่อมรับผิดในอาบัติอะไร ก็ให้หมู่สงฆ์ปรับอาบัติแก่ภิกษุนั้นตามความจริง

แต่ถ้าหมู่สงฆ์เห็นว่า ภิกษุผู้เป็นจำเลย เป็นผู้ไม่ละอายละเมิดอาบัติ แล้วไม่ทำคืนอาบัติตั้งแต่สังฆาทิเสสลงมา คืออาบัติที่มีโทษอย่างกลาง แก้ไขได้ด้วยการอยู่ปริวาสกรรม และอาบัติอย่างเบา จักพ้นได้ด้วยการประจานตนเองต่อหน้าภิกษุสงฆ์

เมื่อหมู่สงฆ์ในอาวาสทั้งหมดเห็นว่าภิกษุผู้เป็นจำเลยไม่ยอมทำคืนอาบัติ จึงประกาศลงทัณฑ์ต่อภิกษุนั้นด้วยการงดเว้นการพูด การคุย เว้นการสั่งสอนอบรม เว้นการกินร่วม นอนร่วม และตัดสิทธิของภิกษุผู้นั้นชั่วคราว จนกว่าเธอจะทำคืนอาบัติและแก้ไขพฤติกรรม

ทรงเรียกการลงทัณฑ์เช่นนี้ว่า อุกเขปนียกรรม กรรมที่สงฆ์ควรวางเฉยต่อการกระทำของผู้ไม่ละอาย

การลงอุกเขปนียกรรมจักกระทำได้เฉพาะภิกษุที่อยู่ร่วมกัน ในอาวาสหรือวัดเดียวกัน

จึงจักสำเร็จประโยชน์ในการทำคืนอาบัติ

และหมู่สงฆ์ที่ประกาศลงทัณฑ์ จักได้คอยสังเกตตรวจสอบดูพฤติกรรมของภิกษุผู้ถูกลงทัณฑ์นั้นด้วยว่าได้เปลี่ยนแปลงนิสัยแก้ไขพฤติกรรมแล้วหรือยัง

หากภิกษุนั้นได้เปลี่ยนแปลงนิสัยแก้ไขพฤติกรรมแล้ว หมู่สงฆ์ในอาวาสนั้นจึงจะประกาศยกเลิกการลงทัณฑ์ รับรองพฤติกรรมของภิกษุนั้นว่า เป็นผู้มีศีลและทิฏฐิอันเสมอแก่หมู่สงฆ์ในอาวาส

การอยู่ร่วมกันในอาวาสเป็นเรื่องธรรมดาที่ภิกษุทุกรูปจักต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน เพื่อความเจริญในพรหมจรรย์ของตนและความสงบสุขของหมู่คณะ

เจตนารมณ์ของบทกำหนดโทษนี้ พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เพื่อให้หมู่สงฆ์ในอาวาสนั้นๆ ปกครองกันเอง

เพื่อความมีศีลอันเสมอกัน จะได้ไม่ต้องมาตั้งข้อรังเกียจซึ่งกันและกัน

เพื่อความมีทิฏฐิอันเสมอกัน จะได้ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกัน

หมู่สงฆ์ในกลุ่มในอาวาสนั้นๆ จักได้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ถ้อยทีถ้อยอาศัย

แต่พอมาถึงยุครัตนโกสินทร์ ๒๕๕๙

หมู่ภิกษุสงฆ์ผู้มีพวกมากประกาศกระทำการลงทัณฑ์อุกเขปนียกรรมแก่พุทธะอิสระ

ทั้งที่ไม่เคยอยู่ร่วม กินร่วม ทำอุโบสถสังฆกรรมร่วม และอยู่คนละถิ่น คนละวัด

แถมประกาศลงทัณฑ์โดยไม่มีการสอบสวน ซักถาม ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยพูดคุย ไม่รู้ข้อเท็จจริง ไม่มีการโจทก์ด้วยอาบัติสิกขาบทใดๆ

เรียกว่าลงทัณฑ์เพราะข้อหาหมั่นไส้ ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน

แต่หมู่สงฆ์ผู้มีพวกมากก็อ้างว่าเป็นนิกายเดียวกัน โดยไม่สนใจบทบัญญัติและพระวินัย และกฎหมายการปกครองคณะสงฆ์ ในกฎนิคหกรรม ข้อ ๕ (๑)

“ถ้าความผิดนั้นเกิดขึ้นในเขตจังหวัดที่พระภิกษุนั้นสังกัดอยู่ ให้เป็นอำนาจของเจ้าอาวาสเจ้าสังกัดเป็นผู้พิจารณา ส่วนในกรณีไต่สวนมูลฟ้องและพิจารณาวินิจฉัยการลงนิคหกรรมชั้นต้น ให้เป็นอำนาจของคณะผู้พิจารณาชั้นต้น ซึ่งประกอบด้วยเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล และเจ้าอาวาสเจ้าสังกัด”

เรียกว่าอาศัยพวกมาก ลุแก่อำนาจ บัญญัติในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติ ละเมิดพระวินัย ทำลายหลักการเจตนารมณ์ของพระธรรมวินัย

แถมยังลุแก่โทสะ ละเมิดกฎมหาเถรสมาคมว่าด้วยการลงนิคหกรรม

ดูท่าภิกษุพวกมากเหล่านี้ช่างมีความพยายามที่จะเล่นงานฉันเสียเหลือเกิน เริ่มตั้งแต่ออกมาประกาศว่าจะระดมกันไปแจ้งความร้องทุกข์โรงพักทั่วประเทศให้ดำเนินคดีแก่พุทธะอิสระในข้อหาดูหมิ่นพระสังฆราช

พอพุทธะอิสระและสังคมถามว่าองค์ไหน ใครเป็นคนตั้ง ตอนนี้ประเทศไทยมีสังฆราชแล้วหรือยัง ก็หงายเงิบกลับไป ไม่มีใครกล้าแจ้งความ

มาเที่ยวนี้กลับมาใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย และเหนือพระธรรมวินัยอย่างน่ารังเกียจ

ที่เป็นเช่นนี้คงเป็นเพราะพุทธะอิสระไปยื่นให้ตรวจสอบการทุจริตของมหาเถรและสำนักพุทธ และมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง

เป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เจ้าคณะพระสังฆาธิการทั่วประเทศส่วนใหญ่คือลูกศิษย์ของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง

เมื่อพุทธะอิสระไปยื่นเรื่องให้ตรวจสอบครูบาอาจารย์ของพวกเขา เขาย่อมเดือดเนื้อร้อนใจออกมาหาทางโต้ตอบ

ช่วงเวลา ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ลัทธิธรรมกายได้ช่วยอุปถัมภ์เจ้าคณะพระสังฆาธิการทั่วประเทศทุกปี

เมื่อพุทธะอิสระไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษแก่เจ้าลัทธิธรรมกายผู้มีคุณของพวกเขา เขาย่อมต้องออกมาต่อต้านแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ

เรียกว่า เลี้ยงทหารพันวัน เอาไว้ในศึกครั้งนี้

ก็เอาที่สบายใจแล้วกันนะ หลวงพี่ หลวงพ่อ หลวงน้อง หลวงน้าทั้งหลาย

หากเห็นว่าตนมีพวกมาก จะลากกันมารุมกระหน่ำกะทืบซ้ำพุทธะอิสระ ซึ่งกำลังปกปักษ์รักษาพระธรรมวินัยและกฎหมาย ก็ไม่ว่ากัน

ถ้าพุทธะอิสระใช้หลักคิดเดียวกัน คืออยู่กันคนละวัด แล้วคณะสงฆ์วัดอ้อน้อยและวัดอื่นๆ ที่เป็นเพื่อนพ้องน้องพี่ออกมาประกาศขับไล่ธัมมชโยและสมเด็จช่วง ผู้ทำให้พระธรรมวินัยด่างพร้อยเสียหาย เป็นที่ติเตียนของชาวบ้าน

พวกท่านจะว่าอย่างไร

พุทธะอิสระและพวกพ้องทำได้ไหม

ไม่ พุทธะอิสระทำไม่ได้ เพราะไม่หนาพอ ไม่กล้าพอที่จะทำลายเจตนารมณ์ของพระธรรมวินัยและกฎหมาย

เอาเป็นว่า ออกมาอีก ออกมาประกาศลงทัณฑ์พุทธะอิสระกันให้เยอะๆ สังคมเขาจะได้รู้กันว่าใครผิด ใครถูก

และช่วยกรุณาลงชื่อแซ่เป็นโจทก์ให้ชัดเจนตามหลักพระธรรมวินัยและกฎหมาย

อย่าเอาแต่อ้างว่าเป็นคณะสงฆ์ แต่ไม่รู้ชื่อแซ่อะไร เช่นนี้มันใช้กล่าวหาใครไม่ได้

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรมที่สงฆ์ลงทัณฑ์แก่ภิกษุผู้ไม่ยอมรับอาบัติ กรรมที่ประกอบด้วยองค์ ๓ คือ

“เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี คือทำลับหลัง ไม่สอบถามก่อนแล้วลงทัณฑ์ ไม่ทำตามปฏิญาณคือการรับสารภาพของภิกษุจำเลย”

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุกเขปนียกรรม ฐานไม่เห็นอาบัติที่ประกอบด้วยองค์ ๓ ดังกล่าวนี้แล

เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และระงับแล้วไม่ดี

นี่คือพระบัญัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า

แล้วที่ภิกษุพวกมากอ้างว่าพุทธะอิสระอยู่ในนิกายเดียวกัน คือมหานิกาย สามารถประกาศลงทัณฑ์แก่พุทธะอิสระได้โดยไม่ต้องใช้หลักสัมมุขาวินัย คือการที่โจทก์และจำเลยมาอยู่พร้อมหน้ากัน พร้อมหน้าพยาน และทำการซักถามสอบสวน

เมื่อปฏิเสธหลักของพระพุทธเจ้า

แล้วพวกหลวงพี่ หลวงพ่อ หลวงน้อง หลวงน้า พวกมากลากจะมาใช้หลักอะไรในวิธีระงับอธิกรณ์ในพระพุทธศาสนา แน่ใจกันแล้วหรือว่าจะมาใช้กับพุทธะอิสระ

ไอ้ที่อ้างว่าพุทธะอิสระในหลักมหานิกายมันอยู่ในคัมภีร์วินัยเล่มไหนกันจ๊ะ

เอ้า! ภิกษุพวกมากทั้งหลาย ใครรู้ช่วยตอบที

อย่าคิดว่าพวกมากแล้วจะทำผิดธรรมผิดวินัย ละเมิดกฎหมายได้ตามอำเภอใจนะจ๊ะ

พุทธะอิสระ