บทความ
แฉเกมตั้งสังฆราช ใช้ “มาตรา 7” วรรค 3 สกัดสมเด็จช่วง
๒๔ มีนาคม ๒๕๕๙
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม 2559
นักวิชาการศาสนาฯเผยเกมลากยาวเสนอสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ต้องการใช้มาตรา 7 วรรคสาม ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 รอเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมา แนะให้เกียรติ สมเด็จพระมหาราชมังคลาจารย์ ควรเรียกให้เหมาะสม
วันนี้( 22 มี.ค.) นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา นักวิชาการศาสนาชำนาญการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวถึงกรณีการพูดหมิ่นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชว่า เรื่องรถหรูโบราณ เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของคนไทยทั้งในและต่างประเทศ เพราะมีการให้ข่าวอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มมีกรณีรถคันเจ้าปัญหานี้ดังนั้น หากอ้างว่าเพื่อความโปร่งใส ขอให้หน่วยงานราชการแถลงทุกขั้นตอนอย่างตรงไปตรงมามิเช่นนั้นจะเสียหายทั้งฝ่ายคณะสงฆ์และฝ่ายรัฐบาล ขณะเดียวกันในสังคมผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และสื่อมวลชนได้มีการเรียกนาม สมเด็จพระราชาคณะ เพียงสั้นๆว่าสมเด็จแล้วตามด้วยชื่อจริง โดยบางแห่งไม่ได้กล่าวนามเต็มๆก่อน จึงขอชี้แจงสังคมว่าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่ได้รับการสถาปนาโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นราชทินนาม(ชื่อที่พระราชาถวาย) และปัจจุบัน ยังเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชโดยมีสิทธิ์เช่นเดียวกับสมเด็จพระสังฆราช ต่างเพียงแต่ไม่ใช้ราชาศัพท์เท่านั้น
นายพิศาฬเมธ กล่าวต่อไปว่า ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นไปตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 วรรคแรกเพราะไม่มีสมเด็จพระสังฆราช เท่ากับผู้รักษาราชการแทนในตำแหน่ง มีสถานภาพทางกฎหมาย และเป็นผู้ที่รอการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหรือรอพระบรมราชโองการให้ดำรงตำแหน่งนั้น การที่จะเรียกว่า ดูหมิ่น หรือให้เกียรติ อยู่ในเรื่องที่ทุกท่านทราบดีอยู่แล้ว ว่าอะไรเป็นการให้เกียรติอะไรเป็นการดูหมิ่น การเรียกแบบนี้ ภาษาชาวบ้าน เขาเรียกว่าจิกหัวเรียก ไม่ใช่นิสัยคนไทยพุทธที่แท้ที่จะใช้คำเรียกแบบนี้กับพระสงฆ์
(ขอบคุณข่าวจากเดลินิวส์)
https://www.dailynews.co.th/education/387251
……………………………………………………
ที่นายพิศาฬเมธ แช่มโสภา นักวิชาการศาสนาชำนาญการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า
“หากอ้างว่าเพื่อความโปร่งใส ขอให้หน่วยงานราชการแถลงทุกขั้นตอนอย่างตรงไปตรงมามิเช่นนั้นจะเสียหายทั้งฝ่ายคณะสงฆ์และฝ่ายรัฐบาล”
ถามนายพิศาฬเมธว่า คุณพูดในฐานะอะไร
พูดเพราะคิดว่าคุณเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง
หรือพูดเพราะคิดว่าคุณเป็นข้าราชการในสังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
หากคุณเป็นข้าราชการในสำนักพุทธ แล้วสำนักพุทธมีหน้าที่อะไร?
คุณได้ทำหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือยัง
การที่คุณห่วงใยความเสียหายอันจะมีแก่คณะสงฆ์ และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพระธรรมวินัยที่มีภิกษุบางรูปเป็นผู้มักมาก อยากได้สะสมทรัพย์เงินทองทรัพย์สมบัติล่ะ
คุณจะป้องกันอย่างไรในฐานะที่สำนักพุทธมีหน้าที่ปกป้องพระธรรมวินัย
หรือคุณเห็นว่าผู้ครอบครองรถหนีภาษีสำคัญกว่าพระธรรมวินัย
ส่วนที่คุณบอกว่า ให้หน่วยงานราชการแถลงทุกขั้นตอนอย่างตรงไปตรงมาทุกวัน
ขอถามว่า ตั้งแต่เกิดคดีรถหนีภาษีขึ้นมา สำนักพุทธทำอะไรกันบ้างที่เป็นประโยชน์ต่อพระธรรมวินัยและสังฆมณฑล
หรือมีหน้าที่ช่วยจัดหาทนายเข้าไปช่วยแก้ต่างคดีให้กับผู้ต้องหาทำผิดให้เป็นถูก
ทั้งที่เรื่องมันไม่ได้ยุ่งยาก แค่สำนักพุทธทำหน้าที่ประสานให้ภิกษุผู้จัดซื้อและครอบครองรถหนีภาษี ๒ คนออกมาพูดความจริงกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ก็เท่านั้น แล้วทำไมคุณไม่ทำ
และที่คุณกล่าวว่า
“ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นไปตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 วรรคแรกเพราะไม่มีสมเด็จพระสังฆราช เท่ากับผู้รักษาราชการแทนในตำแหน่ง มีสถานภาพทางกฎหมาย และเป็นผู้ที่รอการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งหรือรอพระบรมราชโองการให้ดำรงตำแหน่งนั้น การที่จะเรียกว่า ดูหมิ่น หรือให้เกียรติ อยู่ในเรื่องที่ทุกท่านทราบดีอยู่แล้ว ว่าอะไรเป็นการให้เกียรติอะไรเป็นการดูหมิ่น การเรียกแบบนี้ ภาษาชาวบ้าน เขาเรียกว่าจิกหัวเรียก ไม่ใช่นิสัยคนไทยพุทธที่แท้ที่จะใช้คำเรียกแบบนี้กับพระสงฆ์”
ประชาชนพุทธบริษัทเขาจะเรียกขานขนานนามนักบวชรูปใดด้วยการเทิดทูนบูชาหรือจิกหัวเรียกอย่างที่คุณว่า มันขึ้นอยู่กับคุณธรรม สำนึกละอายชั่วกลัวบาปของผู้ถูกเรียกว่ามีมากน้อยเพียงใด
ถามนายพิศาฬเมธ ว่าเคยได้ยินหรือได้อ่านคำเหล่านี้ไหม
“ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว”
อย่ามาอ้างยศ อ้างตำแหน่ง อ้างพรรษา อ้างฐานะ อ้างบริวาร แล้วให้คนยอมรับเคารพกราบไหว้
ประชาชนพุทธบริษัทเขาจะเรียกขานขนานนามนักบวชรูปใดด้วยความเคารพเทิดทูนบูชาหรือจิกหัวเรียกอย่างที่คุณพิศาฬเมธว่า มันขึ้นอยู่ที่ผู้ถูกเรียกมีคุณธรรมหรือมีความเลวระยำ
หากผู้ถูกเรียกเป็นผู้มีคุณธรรม แต่ผู้เรียกเป็นคนเลวระยำ บาปกรรมก็จักเกิดแก่ผู้เรียกเอง
แต่ถ้าผู้ถูกเรียกเป็นคนเลวระยำ ผู้เรียกเขามีสติปัญญามองเห็นตามความจริง ต่อให้ผู้ถูกเรียกจะนำเรื่องไปฟ้องร้องต่อโรงต่อศาล สุดท้ายความเลวระยำของผู้ถูกเรียกก็จะไปปรากฏในชั้นศาลอยู่ดี
รวมความว่า หากนายพิศาฬเมธเห็นว่า
การที่ชาวบ้านเขาเรียกขานสมเด็จช่วงดุจดังจิกหัวเรียกอย่างที่คุณพูดและทำให้เกิดความเสียหาย
สำนักพุทธและผู้เสียหายสามารถนำเรื่องไปฟ้องร้องต่อศาลได้
ชาวบ้านเขาจะได้นำเอาความเลวระยำของผู้ถูกเรียกไปเปิดเผยให้ศาลได้พิสูจน์กันเสียที
เอาอย่างนี้ดีไหม คุณพิศาฬเมธ
เร็วๆ นะ อย่าลืมฟ้องล่ะ พวกเรารออยู่
พุทธะอิสระ