ขออนุญาตแชร์นะจ๊ะ

0
155

มส. เพิ่งตื่น !

เรียกประชุมเจ้าอาวาสทั่วประเทศ

กระชับอำนาจ

หลังออกคำสั่งเจ้าคณะใหญ่ไปแล้วไม่เวิร์ค

ธรรมกายออกธุดงค์ธรรมชัยรอบที่ 6

เจ้าคุณธงชัยตระบัดสัตย์กลับมาปลุกเสก

เจ้าคุณบุญเทียมยังลอยนวล

น้ำฝนยังขายกระเป๋าได้เหมือนเดิม

น้อง ว. วิจารณ์การเมือง โดนพุทธะอิสระถีบหน้าหงาย

สุดท้าย..ใครเจ็บ ?

อา..บอกแล้วไงว่า กฎระเบียบนั้น ถ้าหากละเมิดได้เพียงครั้งเดียว ก็ไร้ความศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป ในกรณีคำสั่งเจ้าคณะใหญ่ที่ให้เข้มงวดกวดขันตั้งแต่เรื่องวัตรปฏิบัติ ไปจนถึงวัตถุมงคล แต่สุดท้ายก็กลายเป็นหมัน ไม่มีใครให้ความสำคัญจะปฏิบัติตาม ทุกคนเห็นแก่ “เงินและอำนาจ” ซึ่งลอยอยู่ตรงหน้า มากกว่าจะรักษาพระธรรมวินัยให้ยืนยงคงมั่นต่อไปในอนาคต ซึ่งนั่นคือการ “บั่นทอนอายุพระพุทธศาสนา” ให้สั้นลงในอัตราเร่ง เหมือนอินเดียและศรีลังกาในอดีต

เมื่อวาน มีคำกล่าวว่า “ทำอย่างไรให้ประชาชนหายโง่” วันนี้ก็คงจะมีคำทำนองเดียวกันว่า “ทำอย่างไรให้พระไทยหายโง่” คำตอบก็คงคล้ายๆ กัน นั่นคือ ขอเพียงผู้นำฉลาด และไม่ทำอะไรโง่ๆ แค่นั้น รับรองว่าพระไทยหายโง่ทั่วประเทศ

กรณีการออกคำสั่งเจ้าคณะใหญ่แบบ “ทิ้งๆ ขว้างๆ” ครอบจักรวาล (เขียนกฎหมายด้วยสำนวนนักเทศน์) นั้น คือการทำแบบ “โง่ๆ” เพราะชุ่ย สั่งแล้วไม่ติดตามผล มีคนฝ่าฝืนลองดีก็ไม่มีมาตรการอะไรไปดำเนินการกำราบปราบปรามเอาผิด ลงโทษลงทัณฑ์ ให้เป็นเยี่ยงอย่าง โดยเฉพาะตัวใหญ่ ระดับเจ้าคุณ เจ้าพ่อ มาเฟีย ในวงการผ้าเหลือง ถ้าจับเชือดซัก 2-3 พระหน่อ รับรองว่า “พระไทยทุกสีจีวร” เดินแถวตรงพร้อมเพรียงเรียงหน้า ยิ่งกว่านักเรียน ร.ด. แต่พอไม่ทำอะไร ปล่อยไป ปล่อยไป พอความเสียหายมันบานปลาย จึงค่อยเรียกประชุมชี้แจงกันอีก เลยกลายเป็น “ทำโง่รอบสอง” ทำนอง “วัวหายล้อมคอก” เพราะสิ่งที่ควรก็ไม่ทำ สิ่งที่ไม่ควรทำกลับทำ พูดไปก็หาว่าด่า บ้าอำนาจเหลือเกิน คอยดูเถอะ ประชุมเสร็จก็ไม่มีอะไรหรอก แค่นัดหมายกันกินข้าว เล่าเรื่องไร้สาระ

ณ วันนี้ เวลานี้ ถ้าไม่กล้า “ปลด-ปรับ-เปลี่ยน” กรรมการมหาเถรสมาคมแบบ”ยกแผง” ต่อให้ประชุมอีกล้านรอบก็ไร้ประโยชน์ ให้บิ๊กตู่ตายไปแล้วก็ยังแก้ปัญหาพระศาสนาไม่ได้ เพราะไม่กล้าแตะมหาเถรสมาคม ไม่กล้าแก้ไข พรบ.คณะสงฆ์ ซึ่งทั้งสองประการนี้ คือจุดชี้เป็นชี้ตายของพระศาสนา แก้ปัญหาไม่ถูกจุด ปฏิวัติอีกพันรอบ ประชาชนคนไทย พระสงฆ์ไทย ก็ยังคงโง่ต่อไป เพราะอะไร ? เพราะผู้นำมันโง่ไง !

ที่มา : Thairnews : 21 มีนาคม 2561

——————————————

แม้คำตำหนิมันจะดูแรงไป แต่ฉันก็เห็นด้วยกับมุมมองของคุณที่รู้สึกเหมือนกับฉันว่าปัญหาของพระพุทธศาสนาในไทย ยังไม่ได้รับการแก้ไข ให้ถูกวิธี

นี่คงเป็นเพราะคำว่า หลักกู พวกกู อาจารย์กู กูกลัวหรือไม่ ก็กูเกรงใจ

หรือเป็นเพราะ คสช. รัฐบาล ผู้มีอำนาจ ยังมองไม่เห็นถึงต้นตอรากเหง้าของปัญหาสังคม ที่เกิดมาจากผู้สอนศีลธรรม ผู้นำทางจิตวิญญาณ

ครูสอนจริยธรรมดันไปติดโรค เป็นโรค ทั้งยังทำตัวเป็นพาหะแพร่เชื้อโรค เข้าไปสู่จิตใจ ผู้คนในสังคม เป็นเหตุให้สังคมวุ่นวาย บกพร่อง ไม่ถูกต้องในหน้าที่อยู่ทุกวันนี้ไง

หาก คสช. รัฐบาลผู้มีอำนาจยังมองไม่เห็นต้นตอแห่งปัญหา

มันคงเป็นเรื่องยาก ที่จะแก้ปัญหาของคนในประเทศนี้

ก็ได้แต่หวังว่า เวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาล คสช. จะหันมาให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาที่รากเหงาต้นตอของปัญหา นั้นคือ กระบวนการทางศีลธรรม จริยธรรม ต้องได้รับการปฎิรูปอย่างจริงจัง

ตัวอย่างเช่น

กฎหมายปกครองคณะสงฆ์ กระจายอำนาจของมหาเถรสมาคม

จัดทำกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องกิจกรรมคณะสงฆ์ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ พร้อมบทลงโทษ

กฎหมายดูแลตรวจสอบทรัพย์สิน ของเจ้าคณะปกครองทุกระดับ

กฎหมายควบคุมเงินบริจาคของวัดและศาสนสถาน

กฎหมายการศึกษาของคณะสงฆ์ที่ควรศึกษาให้ตรงต่อเพศภาวะ

ข้อเสนอการปฏิรูปดังกล่าวมานี้ พุทธะอิสระดูจะเขียนเสมอมาไม่รู้กี่สิบครั้งแล้ว และส่งไปทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แต่ทุกอย่างหายเงียบ หายเงียบ

ไม่รู้ว่าชาตินี้จะมีโอกาสได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในองค์กรปกครองสงฆ์หรือเปล่า

นี่คงเป็นหลักกู อำนาจกู พวกกู อาจารย์กู กูกลัว และกูเกรงใจหละกระมั่ง

จึงไม่มีใครกล้าปฏิรูปกฏหมายคณะสงฆ์

พุทธะอิสระ