เท่าที่เห็นกรณีเกิดสมีแต่ละรายก่อนจะเป็นข่าวฉาวโฉ่ ล้วนมีคนไปร้องเรียนโพนทะนาแจ้งความต่อเจ้าคณะปกครอง ตามลำดับชั้นมาก่อนทั้งนั้น
แต่สิ่งที่ผู้ร้องได้รับคือ ความวางเฉย หรือไม่ก็ถูกต่อว่ากลับมาว่า หาเรื่องใส่ร้ายป้ายสีอิจฉา และแล้วทุกอย่างก็เงียบหายไป
ไม่ว่าผู้ร้องจะพยายามติดตามทวงถามความคืบหน้าขนาดไหน
ดังเช่นกรณีพุทธะอิสระ ไปร้องแก่เจ้าคณะภาค ๑ และเจ้าคณะปกครองตามลำดับชั้น กรณีธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิก
จนถึงวันนี้ทุกอย่างเงียบสนิทศิษย์ส่ายหน้า ดังที่เห็น
ด้วยพฤติกรรมเฉยชา ปกป้องอลัชชีเช่นนี้แหละ จึงทำให้สังคมเขาไม่วางใจต่อการทำหน้าที่ปกครอง ของเจ้าคณะปกครองพวกนี้
สังคมเขาทนเห็นความเหลวแหลกของสมีแต่ละคนไม่ไหว จึงพากันร้องเรียน แทนที่เจ้าคณะปกครองจะมีจิตเอื้อเฟื้อปกป้องพระธรรมวินัย และธำรงรักษาไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ของพระธรรมวินัย
เจ้าคณะพวกนี้กลับแสดงพฤติกรรมปกป้องสมี อลัชชีแทนด้วยเหตุผลนี้แหละ พุทธะอิสระจึงพยายามเรียกร้องให้ คสช. สนช. แก้ไขกฎหมาย
โดยกำหนดให้เจ้าคณะปกครองทุกระดับชั้นต้องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยกฎหมายและ เมื่อใดที่เจ้าคณะปกครองปล่อยปละละเลย ละเว้น ไม่ปฏิบัติหรือเลือกปฏิบัติ จนทำให้เกิดความเสียหายต่อพระธรรมวินัย และคณะสงฆ์ เจ้าคณะปกครองเหล่านั้น ก็ควรต้องถูกดำเนินคดีตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา ๑๕๗
ซึ่งพุทธะอิสระเคยไปฟ้องร้องต่อศาลปกครองมาแล้ว
แต่ผลที่ออกมาคือ ศาลไม่รับฟ้อง เพราะเจ้าคณะปกครองไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมาย ทั้งที่ได้รับงบประมาณจ่ายให้เป็นเงินประจำตำแหน่ง หรือเรียกเสียโก้ว่า เงินนิตยภัต
ฉะนั้นหากจักแก่ปัญหาสมี อลัชชีให้ถูกจุด
คสช. สนช. คณะกรรมการปฏิรูป ต้องกล้าที่จะแก้ไขกฎหมาย กำหนดให้เจ้าคณะปกครองทุกลำดับชั้นต้องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมาย
แค่นี้คงไม่มีเจ้าคณะปกครองคนไหนกล้าขี้เกียจสันหลังยาวอีกเป็นแน่
พุทธะอิสระ