เมื่อคุณถามมา ฉันก็ตอบไป

0
153

ว่าการออกฎของเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก และกรรมการมหาเถรสมาคมบางรูปในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อพระธรรมวินัยหรือไม่
ฉันตอบไปว่า

ก่อนที่คุณจะรู้ว่าการออกฎของกรรมการมหาเถรสมาคมครั้งนี้เป็นประโยชน์ เอื้อต่อพระธรรมวินัยหรือไม่

ตอบว่า หากจักพิเคราะห์ดูกฎระเบียบทั้ง ๖ ข้อ ของกรรมการมหาเถรสมาคมในครั้งนี้ ไม่มีข้อใดที่จะกล่าวอ้างถึงหลักธรรมวินัยเลย

กรรมการมหาเถรสมาคมไม่ได้ออกระเบียบโดยยึดโยงเอาพระธรรมวินัยที่พระบรมศาสดาทรงบัญญัติไว้เป็นตัวตั้ง

แต่ยึดโยงหยิบยกเอาภาพลักษณ์ความสงบเรียบร้อยเป็นตัวตั้ง
ทีนี้เรามาดูกันว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นในสังฆมณฑลนี้มันมาจากอะไร

จากประสบการณ์ที่บวชเข้ามาร่วม ๔๐ ปี ซึ่งก็เป็นทั้งลูกวัด เป็นทั้งเจ้าคณะปกครอง และเคยทำหน้าที่ระงับอธิกรณ์ในหลายกรณี ที่ภิกษุละเมิดพระธรรมวินัย จึงทำให้เห็นต้นเหตุของปัญหาที่ทำให้ภิกษุผู้บวชเข้ามาละเมิดพระธรรมวินัย

กล่าวโดยสรุปโดยรวมก็คือ พระภิกษุที่ละเมิดพระธรรมวินัยเพราะเขาไม่มีปัญญา มีมิจฉาทิฏฐิ เป็นผู้มักมากในกามคุณ ตกเป็นทาสของโลกธรรมทั้ง ๘ ยึดติดซ่องเสพอยู่ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ทุกข์ จึงมีพฤติกรรมอันเป็นที่น่ารังเกียจของผู้รู้

ขอย้ำว่ามีพฤติกรรมอันเป็นที่น่ารังเกียจของผู้รู้ ผู้มีปัญญา

ท่านผู้นั้นถามฉันต่อว่า ไอ้พฤติกรรมอันเป็นที่น่ารังเกียจของผู้รู้ ผู้มีปัญญาน่ะพอเข้าใจ แล้วพฤติกรรมอันเป็นที่น่ารังเกียจของผู้ไม่มีปัญญาล่ะ หมายความว่าอย่างไร มีตัวอย่างไหม

ฉันตอบว่า ผู้มีปัญญาเขาจักมองว่า โลกธรรมทั้ง ๘ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ทุกข์ เป็นมลทิน สกปรก ชวนขยะแขยง ดุจดังมูตรคูถ

แต่คนที่ไม่มีปัญญาจักชื่นชมยินดี ยกย่องสรรเสริญกับการได้มาซึ่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข

เหล่านี้ องค์พระบรมศาสดาทรงตรัสว่า เป็นผู้ไม่มีปัญญา เป็นประดุจหนอนขี้ที่จมปลักอยู่ในผู้เขามูตรคูถและกองขี้

“บุคคลผู้ใดยังยึดติดตกเป็นทาสของโลกธรรมทั้ง ๘ ประการนี้ ย่อมเป็นฯที่น่ารังเกียจ เป็นผู้ถูกพันธนาการอยู่ในโลกแห่งวัฏฏะสงสาร เป็นผู้ไม่สะอาด”

ทีนี้เรามาดูกันว่ากฎระเบียบที่กรรมการมหาเถรสมาคมออกมาทั้ง ๖ ข้อนี้ มีข้อใดที่ยึดโยงเอาพระธรรมวินัย และป้องกันไม่ให้โลกธรรมทั้ง ๘ มาครอบงำจิตสันดานเหล่าภิกษุกันบ้าง
———————————–

คำสั่งสมเด็จสนิท ที่ ๑/๒๕๖๐ ลว. ๒๘ ก.ย. ๖๐ เรื่อง ให้พระสังฆาธิการตรวจสอบพฤติกรรมและลงโทษพระภิกษุสามเณรในปกครอง ดังนี้

๑. พระภิกษุสามเณรผู้กระทำการอันละเมิดกฎหมายบ้านเมืองและพรบ.คณะสงฆ์ให้พระสังฆาธิการ ดำเนินการตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ หรือประกาศมหาเถรสมาคมที่เกี่ยวข้อง และประสานงานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้เข้าดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัดกับพระภิกษุสามเณรผู้มีพฤติกรรมดังกล่าว

๒. พระภิกษุสามเณรผู้วิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงตนกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความสงบสุขของประชาชน หรือส่อไปในทางยั่วยุ ปลุกปั่น ทำลาย ก้าวร้าวรุนแรง และไม่สร้างสรรค์ ให้พระสังฆาธิการกวดขันควบคุม พระภิกษุสามเณรผู้มีพฤติกรรมดังกล่าว มิให้กระทำการเช่นว่านั้น และหากเข้าข่ายละเมิดกฎหมายบ้านเมืองให้ประสานกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด

๓. พระภิกษุสามเณร มีความประพฤติเสียหาย หรือไม่เหมาะสม เป็นที่ติเตียนของประชาชนในลักษณะโลกวัชชะ เช่น การแสดงพฤติกรรมไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิดของตน การใช้อุปกรณ์สื่อสารผิดกาลเทศะ การไปในสถานที่ไม่สมควรแก่บรรพชิต ฯลฯ ให้พระสังฆาธิการกวดขันควบคุมมิให้พระภิกษุสามเณรผู้มีพฤติกรรมดังกล่าวประพฤติตน แสดงออกหรือกระทำการเช่นว่านั้น โดยเด็ดขาด

๔. พระภิกษุสามเณรผู้ใดไม่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย และไม่รักษาเชิดชูพระธรรมวินัยให้เป็นวิถีทางประพฤติปฏิบัติของตน ตลอดจนหมู่คณะให้พระสังฆาธิการกวดขันควบคุมภิกษุสามเณรผู้มีพฤติกรรมดังกล่าว มิให้ประพฤติตนหรือกระทำการเช่นว่านั้น โดยเด็ดขาด และหากเข้าข่ายละเมิดพระธรรมวินัยให้ดำเนินกระบวนการลงโทษตามพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์โดยเคร่งครัด

๕. การทำป้ายโฆษณาติดประกาศในที่ต่างๆ เกี่ยวกับพิธีการปลุกเสกวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังโดยบรรดาเกจิอาจารย์ หรือป้ายโฆษณาชวนเชื่อสรรพคุณเกจิอาจารย์ อันเป็นการมอมเมาประชาชน มิใช่วิถีพุทธ มิใช่วิถีสมณะ ส่อเจตนาไปในทางอเนสนา สุ่มเสี่ยงต่อการต้องอาบัติอันติมวัตถุ ให้ระงับจัดทำนั้นเสีย หากได้ทำมาแล้วให้รื้อปลดออกเสีย

๖. อุโบสถอันเป็นที่ประดิษฐานพุทธรูปปฏิมา เป็นสถานที่ทำสังฆกรรม ทำวัตรไหว้พระสวดมนต์ เจริญจิตตภาวนา หรือทำการบุญการกุศลต่างๆ ต้องไม่จัดทำเป็นที่จำหน่ายวัตถุมงคล เครื่องรางของขลังภายในอุโบสถ
———————————–

สรุปรวมความว่า กฎระเบียบส่วนใหญ่ที่เขาออกมาเพียงแค่รักษาภาพลักษณ์ เพื่อสร้างภาพว่านี่สงบเรียบร้อย มิใช่เพื่อชำระล้างให้เกิดความสะอาด ฉลาด สว่าง สงบ

พุทธะอิสระ