ข่าวพฤติกรรม ของเจ้าอาวาสวัดหนองคู ในจังหวัดบุรีรัมย์
ถูกชาวบ้านร้องเรียน ขับไล่ ในข้อกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมปล่อยเงินกู้ เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
เมื่อข่าวนี้ ไปถึงหูเจ้าคณะปกครอง โดยเฉพาะเลขาเจ้าคณะจังหวัด พระมงคลสุตกิจ (พระบุญถิ่น ปุณณสิริ) ออกมาพูดตอนหนึ่งว่า ต้องรอตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเอกสารหลักฐานดูข้อเท็จจริงก่อน แต่ตามระเบียบของสงฆ์ไม่ได้มีข้อห้าม เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ซึ่งอาจไม่ผิดวินัยสงฆ์ แต่ถือเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม
ฟังท่านเจ้าคุณเลขา ท่านเจ้าคณะจังหวัดพูดแบบนี้
จึงไม่รู้สึกแปลกใจเลยว่า ทำไมคนระดับเลขาหนกลาง เช่น เจ้าคุณเทียม
ถึงได้ไปมีชื่อร่วมเปิดบัญชี ออมทรัพย์รับเงินทอนวัดมาฝากไว้เป็นสมบัติของตน
จนบัดนี้ ยังหาตังค์ไม่เจอ
หากรัฐบาล คสช. คิดว่า ปฎิรูปศาสนา แต่ยังปล่อยให้พระสงฆ์องค์เจ้า มีเงินเป็นอาเสี่ย ปล่อยกู้ได้ขนาดนี้
ก็อย่าหวังเลยว่า พระสงฆ์องค์เจ้า จะปฎิบัติตามพระธรรมวินัย อย่างซื่อตรง
เพราะเวลานี้ พระวินัยที่ว่าด้วย โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๘ ความว่า ภิกษุรับเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นรับก็ดี ซึ่งทอง และเงิน หรือยินดีในทองและเงิน ที่เขาเก็บไว้เพื่อตน ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ต้องสละทองและเงินนั้น ให้ขาดจากตน จึงจะปลงอาบัติตก
ถามว่า พระสงฆ์ ทั้งในและนอกประเทศนี้ เรียนรู้พระวินัยข้อนี้มาบ้างหรือไม่
ตอบว่ารู้ทุกองค์
ถามว่าแล้วทำไม พระสงฆ์ยังมีเงิน ให้ชาวบ้านกู้อยู่
ตอบว่า เหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้ มันมีมานานแล้ว และมีอยู่เกือบทุกจังหวัด
ถามว่าพวกเจ้าคณะปกครองไม่รู้เลยหรือ
ตอบว่า ทำไมจะไม่รู้ บางวัดเจ้าคณะปกครองเป็นผู้ออกเงินกู้เสียเองด้วยซ้ำ
ถามว่าแล้วจะแก้อย่างไร
ตอบว่า ออกกฎหมายบังคับให้พระสงฆ์ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนต้องมีโทษ ตามบทบัญญัติของกฎหมายกำหนด เท่านี้ก็สามารถกำจัดผู้ที่เข้ามาอาศัยผ้าเหลืองหากินได้แล้ว
พุทธะอิสระ
ขอขอบคุณภาพจาก Manager Online และ alittlebuddha




