กรณีของพุทธะอิสระ ไม่มี ๒ มาตรฐาน ไม่มีการเลือกข้างแน่นอน

0
484

ช่างเป็นเรื่องน่ายืนดียิ่งนัก ที่สังคมไทยได้ยินท่าน ผอ.สำนักพุทธคนใหม่ออกมาพูดว่า

“กรณีของพุทธะอิสระ ไม่มี ๒ มาตรฐาน ไม่มีการเลือกข้างแน่นอน”

พุทธะอิสระก็หวังว่า ท่าน พ.ต.ท.พงศ์พร ผอ.สำนักพุทธคนใหม่คงจะไม่ ๒ มาตรฐาน ไม่เลือกข้าง ในกรณี

สำนักพุทธ เจ้าคณะปกครองจังหวัดปทุม และกรรมการมหาเถร นำรายชื่อบุคคลที่ไม่ใช่พระไปขอพระราชทานสมณศักดิ์ในปี ๕๔ ดอกนะ

หวังว่าท่าน ผอ.คงจะเร่งรัดดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

และโปรดอย่าละเว้นการดำเนินการกับบุคคลหรือภิกษุผู้ละเมิดพระธรรมวินัยและกฎหมายในทุกกรณี

พุทธะอิสระ

—————————————–

เรื่อง ติดตามผลการสอบสวนและการดำเนินการเอาผิด
กรณีเสนอชื่อนายไชยบูลย์ สุทธิผล ซึ่งมิใช่พระภิกษุขึ้นกราบบังคมทูลเกล้า
ให้ได้รับสมณศักดิ์ เป็น “พระเทพญาณมหามุนี”
เจริญพร พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
สิ่งที่ส่งมาด้วย ๑. สำเนาหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่ ยธ๐๘๑๕/๕๘
เรื่อง ส่งเรื่องให้พิจารณาดำเนินการ ลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๙
๒. สำเนาหนังสือคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฎิรูปฯ
เรื่อง ความเห็นทางกฎหมายกรณีการลงนิคหกรรมพระธัมมชโย
ลงวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
๓. สำเนาหนังสือสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่อง แจ้งผลการวินิจฉัยของผู้ตรวจการ
แผ่นดิน ลงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘ และสรุปผลการวินิจฉัยผู้ตรวจการแผ่นดิน
๔. สำเนาพระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็พระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
จำนวน ๖ ฉบับ

ด้วยอาตมภาพพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม ได้ยื่นหนังสือร้องขอให้ดำเนินการสอบสวนและเอาผิดกรณีการนำเสนอชื่อนายไชยบูลย์ สุทธิผล ซึ่งมิใช่พระภิกษุในพระพุทธศาสนาขึ้นกราบบังคมทูลเกล้าให้ได้รับสมณศักดิ์ เป็น “พระเทพญาณมหามุนี” เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ ไว้ต่อหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง เป็นต้นว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรมสอบสวนคดีพิเศษ
ทั้งนี้สืบเนื่องจาก นายไชยบูลย์ สุทธิผล ต้องคำวินิจฉัยของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังปรินายก ฉบับลงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๒ ว่านายไชยบูลย์ สุทธิผล หรือในขณะนั้นคือ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือ พระไชยบูลย์ ธัมมชโย ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายต้องอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เพราะเหตุที่ได้เบียดบังยักยอกทรัพย์สินของวัดพระธรรมกาย ไปเป็นของตน

 


หน้า ๒

ต่อมาผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา มีความเห็นว่า การกระทำความผิดของนาย
ไชยบูลย์ สุทธิผล ในขณะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริตและโดยมิชอบ ผิดต่อประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๗ และ ๑๕๗ สอดคล้องต้องกันกับความเห็นของนายนิรันดร ชัยศรี ซึ่งเคยเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย
ด้วยปรากฎว่าเมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๙ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีหนังสือตามที่
อ้างถึงข้อ ๑. มาถึงผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา ให้ได้ทราบแล้วว่า การกระทำของนายไชยบูลย์ สุทธิผล ครบองค์ประกอบความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ทำจัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต และ ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริตและโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๔๗ และ มาตรา ๑๕๗
จึงถือว่าท่านผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้รับทราบแล้วในหน้าที่ว่า นายไชยบูลย์ สุทธิผล ขาดจากความเป็นพระภิกษุด้วยต้องอาบัติปาราชิกตามพระวินิจฉัยมีใน
พระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๔๒ แต่กลับปรากฎว่าเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ เจ้าคณะตำบลคลองสี่ จังหวัดปทุมธานี , เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี , เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี , เจ้าคณะภาค ๑ , มหาเถรสมาคม และ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม กลับรู้เห็นร่วมกันยินยอมให้นำชื่อนายไชยบูลย์ สุทธิผล นำขึ้นกราบบังคมทูลเกล้าถวายแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอรับพระราชทานสมณศักดิ์ให้แก่นายไชยบูลย์ สุทธิผล เป็น “พระเทพญาณมหามุนี” ด้วยการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อสำนักพระราชวังว่า นายไชยบูลย์ สุทธิผล เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา อันเป็นความเท็จ
การกระทำของเจ้าคณะตำบลคลองสี่ จังหวัดปทุมธานี , เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี , เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี , เจ้าคณะภาค ๑ , มหาเถรสมาคม และ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม ที่ได้ร่วมกันแจ้งข้อความเท็จต่อสำนักพระราชวังดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่พระพุทธศาสนา แก่ราชการ แก่ประชาชน แก่พุทธศาสนิกชน และแก่สำนักพระราชวัง


หน้า ๓

การกระทำข้างต้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗
ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
การนำความเท็จขึ้นกราบบังคมทูลเกล้าแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังเป็นการจงใจหมิ่นพระเกียรติยศ อันแสดงออกถึงเจตนาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ผิดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ที่ บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”
อาตมภาพจึงเจริญพรมาเพื่อขอให้ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์
ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้ดำเนินการเอาผิดกับเจ้าคณะตำบลคลองสี่ จังหวัดปทุมธานี , เจ้าคณะอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี , เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี , เจ้าคณะภาค ๑ , มหาเถรสมาคม และ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในฐานะเลขาธิการมหาเถรสมาคม ที่ได้ร่วมกันกระทำความผิดข้างต้นโดยเร็ว

เจริญพร

( พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม )