วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 20, 2018

“โรงเจไม่ใช่เรื่องนอกศาสนา พระพุทธะหรือพระโพธิสัตว์หวังให้มนุษยชาติได้อยู่ร่วมกัน ทำสิ่งที่ดีที่งดงาม พัฒนาตนไปตามลำดับขั้นเพื่อนำไปถึงซึ่งความหลุดพ้น พระศาสดาเจ้าจึงอบรมสั่งสอนให้มีการให้ทาน โรงเจเป็นสถานที่เจริญทาน เพื่อนำไปสู่การเจริญศีล และเจริญภาวนาเป็นลำดับและเป็นขั้นตอน ซึ่งมีพระ โพธิสัตว์เป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาชีวิต สอนให้รู้ชีวิตเรียนชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา เพื่อนำพาชีวิตไปให้ถึงซึ่งความดับทุกข์ทั้งปวง” หลวงปู่พุทธะอิสระ 5 ธันวาคม 2550

ชื่อโรงเจ “หอคุณธรรมฟ้า”

หมายถึง คุณธรรมของฟ้า ในเบื้องต้นคือ ความกตัญญู กตเวทิตาตอบแทนคุณ ซึ่งบนผนังกำแพงโรงเจจะมีรูปมังกร จารึกข้อความไว้ว่า “พ่อแม่มีคุณธรรมลูกหลานกตัญญู” มังกร หมายถึงความร่ำรวยรุ่งเรืองเจริญเกิดแก่ผู้มีกตัญญูรู้คุณ

มูลเหตุเบื้องต้นในการสร้างโรงเจ

หลวงปู่พุทธะอิสระได้เล่าให้ลูกหลานฟังหลายครั้งว่า ในครั้งอดีตท่านเคยอาพาธหนักจากโรคลำไส้ถ่ายเป็นเลือดซึ่งเป็นผลจากการไปธุดงค์ที่เขมร ขณะนอนอาพาธหนักอยู่รูปเดียวภายในโรงเจซอยแสนสุข ได้ฝันว่ามีสตรีแต่งกายด้วยอาภรณ์งดงามนำผลลูกท้อมาถวาย เมื่อท่านได้ฉันผลลูกท้อนั้นแล้วตื่นขึ้นในตอนเช้าอาการอาพาธต่าง ๆ หายไปหมด และพบว่าสตรีที่นำผลท้อมาถวายก็คือพระโพธิสัตว์กวนอิมที่ประดิษฐานอยู่ภายในโรงเจแสนสุขนั่นเอง เนื่องจากโรงเจแห่งนี้ไม่มีพระภิกษุประจำจึงถูกทิ้งร้างไม่มีคนดูแล หลวงปู่จึงได้ตั้งปณิธานไว้ว่าในอนาคตจะสร้างโรงเจถวายพระโพธิสัตว์เพื่อตอบแทนท่านผู้มีคุณ

การสร้างโรงเจ

เริ่มต้นก่อสร้างในปี 254…….. โดยหลวงปู่พุทธะอิสระเป็นผู้ออกแบบ และกำหนดแนวทางการสร้างทั้งหมด ท่านกล่าวว่าการสร้างโรงเจนั้นสร้างยากกว่าสร้างวัด สร้างโบสถ์ สร้างวิหารเพราะตำแหน่งของอาคาร วิหารต่างๆ ในโรงเจ รวมทั้งการประดิษฐานเทพเจ้า รูปเคารพ และสัญญลักษณ์มงคลต่าง ๆ ต้องถูกต้องตรงกับตำแหน่งและตัวเลขมงคลตามศาสตร์ฮวงจุ้ย เพื่อให้ผู้ที่มาทำบุญกราบไหว้ได้รับศิริมงคล โชคลาภ ความผาสุกอย่างแท้จริง ในช่วงแรกของการก่อสร้างโรงเจทางวัดได้จ้างช่างชาวจีนมาทำการก่อสร้าง แต่เมื่อหลวงปู่มาตรวจงานพบว่างานก่อสร้างไม่ได้คุณภาพ โครงสร้างอาคารผิดเพี้ยนไม่ตรงตามหลักมงคลฮวงจุ้ย แม้ข้อบกพร่องผิดพลาดเพียงเล็กน้อย แต่หลวงปู่ท่านจะสั่งให้ทุบทิ้งทันทีทำให้การก่อสร้างโรงเจเป็นไปด้วยความล่าช้า และสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็น ในที่สุดท่านได้ยกเลิกการจ้างคณะช่าง และเป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างโรงเจทั้งหมดเอง ทำให้โรงเจหอคุณธรรมฟ้า เป็นโรงเจที่มีรายละเอียดที่ประณีตงดงาม และถูกต้องสมบูรณ์ตามหลักมงคลของศาสตร์ฮวงจุ้ยโบราณ เพื่อให้สาธุชนที่มาไหว้พระทำบุญ ณ สถานที่แห่งนี้ได้รับแต่สิ่งที่เป็นมงคลอย่างแท้จริง ปัจจุบันนี้อาคารสำคัญของโรงเจหอคุณธรรมฟ้าได้ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดแล้ว คงเหลือการก่อสร้างปลีกย่อย และการเก็บรายละเอียดต่าง ๆ และได้เปิดให้สาธุชนได้เข้ามาไหว้พระ สักการะเทพเจ้า ณ บริเวณด้านหน้าโรงเจ และสามารถชมความงามของพุทธศิลป์ จีน ธิเบต ไทย ภายในโรงเจได้ทุกวัน ประมาณการว่าโรงเจทั้งหมดจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ ภายในปี……………..นี้ ซึ่งจะได้มีพิธีศักดิ์สิทธิ์คือการอัญเชิญพระโพธิสัตว์ และเทพเจ้าต่าง ๆ เข้าประดิษฐาน ภายในโรงเจ และพิธีเฉลิมฉลองเปิดเป็นทางการให้ประชาชนได้เข้ามาทำบุญไหว้พระต่อไป

สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมสำคัญ ของโรงเจหอคุณธรรมฟ้า

“ประตูสวรรค์” ซุ้มประตูด้านหน้าสุดของโรงเจ เปรียบได้ดั่งประตูสวรรค์ ที่นำสาธุชนเข้าสู่หนทางการเรียนรู้พัฒนาชีวิตของตนให้มีคุณธรรมสูงยิ่ง ๆ ขึ้น เหนือซุ้มประตูจารึกชื่อโรงเจด้วยตัวอักษรจีน 3 ตัว คือ เทียน – หงี – ตึ้ง หรือ หอคุณธรรมฟ้า หมายถึง คุณธรรมของฟ้าเบื้องต้น คือความกตัญญู กตเวทิตาตอบแทนคุณ บนผนังกำแพงมีรูปมังกร จารึกข้อความว่า “พ่อแม่มีคุณธรรมลูกหลานกตัญญู” มังกร หมายถึงความร่ำรวยรุ่งเรืองเจริญเกิดแก่ผู้กตัญญูรู้คุณ เมื่อผ่านประตูสวรรค์เข้าไปภายใน ด้านหน้าโรงเจจะเห็นเสาต้นใหญ่ ซึ่งอยู่ในทิศทั้ง 4 แต่ละต้นจะมีรูปเคารพและมีมงคลอยู่ในเสาทั้ง 8 ต้น เสาซ้ายมือด้านหน้า 2 ต้นเขียนเป็นภาษาจีน และ 2 ต้นด้านหลังเขียนเป็นภาษาไทยว่า “ดวงดาราคือทรัพย์สินบริวารของเจ้า” และ “สุริยันจันทราคือปัญญาของเจ้า” ส่วนเสาขวามือด้านหน้า 2 ต้น เขียนเป็นภาษาจีน และ 2 ต้นด้านหลังเขียนเป็นภาษาไทยว่า “ขุนเขาคือวาสนาของเจ้า” และ “ฟ้าคือชีวิตของเจ้า”

อาคารสำคัญภายใน โรงเจหอคุณธรรมฟ้า

ภายในโรงเจประกอบด้วย อาคารใหญ่ 2 อาคาร คือ อาคารวิหารเซียนฟ้า และอาคารวิหารพระโพธิสัตว์ มีอาคารหลังเล็ก 4 อาคารตั้งอยู่ด้านข้างซ้ายและขวาทั้งสี่ทิศรอบโรงเจ คือวิหารท้าวจตุโลกบาล เทพราชารักษาสวรรค์ทั้ง 4 ทิศ

วิหารท้าวจตุโลกบาล

อาคารซ้ายมือติดกับวิหารเซียนฟ้า คือที่ประทับของ ท้าวธตรฐ (ถี่กกเทียงอ้วง) เทพราชารักษาสวรรค์ทิศตะวันออก ธาตุดิน เขียนด้วยศิลปะจีน โทนสีเขียว น้ำตาล ส่วนอาคารขวามือของวิหาร คือที่ประทับของ ท้าวเวสสุวัณณ หรือท้าวกุเวร (ตอบุ๋งเทียงอ้วง) เทพราชารักษาสวรรค์ทิศเหนือ ธาตุน้ำ โทนเขียนด้วยศิลปะจีน ส่วนอาคารเล็กอีก 2 หลังที่อยู่ขนาบข้างวิหารพระโพธิสัตว์ชั้นใน อาคารซ้ายมือคือที่ประทับของ ท้าววิรุฬปักข์ (ก่วงมักเทียงอ้วง) เทพราชารักษาประตูสวรรค์ทิศตะวันตก ธาตุโลหะ เขียนด้วยศิลปะจีน อาคารขวามือคือที่ประทับของ ท้าววิรุฬหก (เจงเชียงเทียงอ้วง) เทพราชาสวรรค์ด้านทิศใต้ มือถือกระบี่ ธาตุไฟ เขียนด้วยศิลปะจีนโทนสีแดง

อาคารวิหารเซียนฟ้า

เป็นอาคารใหญ่ด้านหน้าสุดภายในโรงเจ แสดงภาพของสรวงสวรรค์ซึ่งเป็นที่ประทับของเทพเจ้าต่าง ๆ ซึ่งแต่ละองค์ล้วนมีเรื่องราวการได้ประกอบกรรมดี คุณธรรมอันใหญ่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ จึงได้ส่งผลให้ได้มาเกิดเป็นเทพบนสวรรค์ ภายนอกด้านหน้าวิหารประดิษฐานประติมากรรมโลหะเทพผู้พิทักษ์สรวงสวรรค์ 2 องค์ ทางซ้ายมือคือ เทพเอ้อหลาง (เทพสามตา) เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ท่านเพียรทำความดีนับแสนครั้งและยังช่วยบิดาหาญสู้พญามังกรเพื่อช่วยราษฎร ทางขวามือคือ เทพนาจา เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ท่านแล่เนื้อขูดกระดูกตนเองให้พญามังกรเพื่อแทนคุณบิดา ด้วยคุณธรรมความกตัญญู กตเวทิตาต่อบิดาที่เลี้ยงดูมาด้วยชีวิตของตนเอง เมื่อสิ้นชีพลง ทั้ง 2 ท่านจึงอุบัติเป็นเทพบนสรวงสวรรค์

ภายในวิหารเซียนฟ้าเป็นที่ประดิษฐานเทพเจ้าสำคัญ 3 องค์

  1. เง็กเซียนฮ่องเต้ เทพราชาแห่งสรวงสวรรค์ เป็นตัวแทนของความสมบูรณ์ด้วยยศ ศักดิ์ เกียรติ อำนาจ ประทับเป็นองค์ประธานตรงกลาง สร้างโดยศิลปะจากจีนผสมผสานกับธิเบต
  2. เทพเจ้าไฉ่ซิ้งเอี้ย เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งร่ำรวย เงินทองโชคลาภ ประทับบนหลังเสือ ท่านเป็นผู้ดูแลคลังสมบัติของ ๓ โลก มือซ้ายถือดาบ มือขวาถือก้อนเงินก้อนทอง คล้องแขนด้วยหอยมุก

ภายในวิหารเซียนฟ้า ยังมีประตูสวรรค์ 3 ประตู เป็นทางออกของเทวดาที่กำลังจะจุติไปสู่ภพภูมิใหม่ เทวดาที่มีบุญต่างกันจะออกประตูสวรรค์แต่ละช่องไม่เหมือนกัน ประตูทางทิศตะวันออก เทวดาเมื่อหมดบุญออกประตูทางทิศตะวันออกก็จะไปเกิดเป็นเทวดาชั้นสูงขึ้นไป

ประตูช่องบันไดมังกร ถ้าออกช่องนี้จะได้ไปเกิดเป็นเจ้าเมืองเจ้าครองนคร หรือเป็นฮ่องเต้เป็นพระราชา ถ้าลงบันไดแก้วบันไดทองจะได้เกิดเป็นเสนาบดี เป็นอาจารย์ เป็นผู้มีสติปัญญา ช่องสุดท้ายคือ ประตูทางทิศตะวันตก หรือช่องทิ้งขยะ ช่องนี้ถ้าเทวดาหมดบุญตกสวรรค์ จะถูกผลักให้ลงประตูสวรรค์ ทางทิศตะวันตกไปเกิดในนรก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจแห่งกฏของกรรม ซึ่งเป็นสัจธรรมที่สัตว์ทั้งปวง หรือแม้แต่เทพเทวดาก็ไม่อาจหลีกหนี กฏของกรรมได้พ้น

ภาจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารเซียนฟ้า มีภาพเขียนศิลปะจีน และธิเบตที่งดงามเขียนโดยช่างชาวจีนและธิเบต เป็นภาพของ 8 เซียน และเทพบนสวรรค์ ตามคติความเชื่อของชาวจีน ภาพบนผนังด้านตะวันออก เป็นภาพเง็กเซียนฮ่องเต้ประธานแห่งสรวงสวรรค์ ถัดลงมาเป็นพระโพธิสัตว์โปรดเทวดาบนสวรรค์ ทิศตะวันตกเป็นท้าวเวสสุวรรณ กลางวิหารเซียนฟ้ามีเสาขนาดใหญ่…..ต้น ประกอบไปด้วยเสามังกร กับ เสาหงส์ เสาริมซ้ายขวาสี่ต้นจะเป็นหงส์แบบลวดลายไทยละเอียด มังกรไทยมีลวดลายกนก เสากลางสี่ต้นจะเป็นมังกรจีน หงส์จีนหรือนกสวรรค์ ดอกไม้ของจีนคือดอกโบตั๋น และดอกพุดตาลดอกไม้ของไทย และแสดงภาพเขียนและประติมากรรมนูนต่ำฝีมือช่างธิเบต ประกอบไปด้วยสัญลักษณ์มงคลทั้ง 8 ของทิเบต คือ ฉัตรสีขาว ปลาคู่สีทอง แจกันแห่งโภคทรัพย์สีทอง ดอกบัว หอยสังข์ลายวนขวา เงื่อนมงคล ธงแห่งชัยชนะ และกงล้อหรือธรรมจักร ที่หัวเสาแกะเป็นบัว หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ มีรูปนกมงคล และค้างคาว ซึ่งหมายถึงอายุยืน เพื่อให้ผู้ที่มากราบไหว้ได้รับพรและความเป็นมงคลต่าง ๆ อย่างครบถ้วน

พระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระกวนอิมปางสหัสสหัตถ์ สหัสสเนตร (พันมือ) เป็นองค์ประธานอยู่บนแท่นประทับใหญ่กลางวิหาร มีพุทธลักษณะงดงามอิ่มเอิบ สงบเย็น โดยหลวงปู่ได้มอบโจทย์ให้ช่างไทยผู้ปั้นพระประธานวัดอ้อน้อย ขึ้นแบบ และแก้ไขหลายครั้งจนได้เทวลักษณะที่งดงาม สมบูรณ์ พระอวโลกิเตศวร(กวนอิม) เป็นพระโพธิสัตว์ที่มีผู้เคารพนับถือมากที่สุด เพราะเชื่อกันว่าพระองค์เป็นผู้ทรงไว้ด้วยพระมหากรุณาอันกว้างใหญ่ ไพศาลในอันที่จะโปรดสัตว์โลก ที่ได้รับความทุกข์ให้พ้นจากทุกข์ พระนามของพระองค์ อวโลกิเตศวร นั้นหมายถึง “พระโพธิสัตว์ที่คอยสดับตรับฟังเสียงความทุกข์ของโลก” ส่วนปางพันมือนั้นมีที่มาในพระสูตรว่า เมื่อครั้งที่พระธิดาเมี่ยวซันสำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์ ได้สละมือของท่านเพื่อช่วยพระบิดาซึ่งป่วยเป็นโรคร้ายไม่มีทางรักษาอันเนื่องมาจากกรรม ด้วยความกตัญญูทำให้เกิดเป็นมือ 1,000 มือ และมีดวงตากลางพระหัตถ์ ทรงซึ่งอาวุธและของวิเศษต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งมงคลเพื่อช่วยเหลือปลดเปลื้องความทุกข์ของสรรพสัตว์ ทรงมีพระปณิธานว่า ตราบใดยังมีสรรพสัตว์ตกทุกข์ได้ยากอยู่ จะไม่ขอบรรลุพุทธภูมิ

พระศรีอาริยเมตไตรย์มหาโพธิสัตว์ พุทธลักษณะสำคัญของพระศรีอริยเมตไตรย์คือ เป็นรูปพระอ้วนท้องพลุ้ยนั่งหัวเราะ คนไทยเราเรียกกันว่า พระสังกัจจายน์ หรือหลวงพ่อผาสุก ท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต มหาปณิธานของพระองค์ท่านคือ เมื่อรู้แล้วจักช่วยผู้อื่นรู้ด้วย เมื่อพ้นทุกข์แล้วจะช่วยผู้อื่นพ้นทุกข์ด้วย เมื่อข้ามโอฆะแล้ว จะช่วยผู้อื่นข้ามโอฆะด้วย เมื่อได้พุทธภูมิแล้วจะช่วยให้ผู้อื่นได้พุทธภูมิด้วย ในชั้นแรกหลวงปู่พุทธะอิสระได้มอบหมาย ให้ช่างไทยเป็นผู้ปั้นองค์หลวงพ่อผาสุก โดยกำหนดให้แสดงถึงพุทธลักษณะสำคัญคือ พุงป่อง สะดือหงาย นั่งยิ้มบนดอกบัว แต่ก็พบว่าแบบต่าง ๆ ที่ช่างทำมานั้นใช้ไม่ได้ แม้แก้ไขไปหลายครั้งแต่ดูอย่างไรก็ไม่สามารถสัมผัสถึงความสุขสมบูรณ์อย่างแท้จริงได้ ท่านจึงลงมือปั้นเอง ท่านเล่าว่าท่านจะรู้สึกเป็นสุขทุกครั้งในการปั้น เมื่อปั้นส่วนท้องที่พุงป่องกลมก็จะนึกถึงความสุขที่ได้เอาหน้าไปแนบท้องของหลวงพ่อชุ้น(พระธรรมเสนานี)วัดวังตะกู แล้วถามว่าจะคลอดหรือยัง หลวงพ่อจะหัวเราะชอบใจ ส่วนที่ต้อง สะดือหงาย นั้นเป็นเคล็ดสำคัญที่มีความหมายว่าเงินจะขังอยู่ ในสะดือที่หงายไม่หลุดล่วงหล่นหาย ลาภสักการะจะได้ขังไว้ได้ ที่มือข้างซ้ายมีกำไลหัวมังกรกินหางมังกร คล้องไว้ซึ่งมีความหมายว่ากินไม่หมด มีแต่กำไรมีเงินทองไหลออกมาจากถุง มือข้างขวาจะถือลูกประคำชึ่งมีความหมายแห่งสติปัญญา การศึกษา ท่านมีวิมานไม้โสนมีกลิ่นที่หอมเหมือนดอกโสน ในสวรรค์ชั้นกามาวจร ซึ่งเป็นผลบุญที่ท่านได้ทำไว้ในครั้งอดีตกาล ในสมัยที่ท่านเกิดเป็นเด็กเลี้ยงควาย เดินไปเลี้ยงควายผ่านไปพบพระปัจเจกพุทธเจ้านั่งฉันอาหารอยู่ริมสระน้ำที่มีแดดส่องเกิดความรู้สึกสงสาร จึงไปหักต้นโสนมาทำเป็นเสา 4 ต้น แล้วเอาผ้าที่ใช้ผูกชายพกของตัวเองไปขึงกันแดดให ้แล้วเฝ้าปฏิบัติพระปัจเจกพุทธเจ้าทุกวัน ด้วยผลบุญจึงได้เกิดเป็นเทวดาและมีวิมานดังกล่าว

ภาพจิตรกรรมฝาผนังในอาคาร

แสดงเรื่องราวจากพระสูตรมหากรุณาสูตร ซึ่งเล่าเรื่องมหากรุณาของพระโพธิสัตว์กวนอิมปางต่าง ๆ ที่เสด็จไปช่วยเหลือสรรพสัตว์ เขียนโดย คุณกาพย์แก้ว สุวรรณกูฏ ช่างไทยผู้เขียนจิตรกรรมในอุโบสถวัดอ้อน้อย เป็นงานศิลปะแบบจีนที่มีความงดงาม และได้ศึกษาค้นคว้ารายละเอียดต่าง ๆ อย่างดี บริเวณผนังอาคารโดยรอบแสดงภาพสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น ทางทิศตะวันออก เขียนภาพสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งเป็นที่ประทับของพระโพธิสัตว์ ผนังอาคารด้านทิศเหนือเป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ผนังอาคารด้านทิศใต้ แสดงภาพสวรรค์ชั้น ยามา นิมานรดี และปรนิมานรดี ซึ่งเป็นที่ประทับของพญามาร

บนเพดานหอพระโพธิสัตว์

เป็นภาพเขียนรูปมือพระโพธิสัตว์กวนอิม ทรงศาสตราวุธและของมงคลวิเศษต่าง ๆ ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ที่แสดงถึงปณิธาน และบารมีอันสูงส่งยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตว ์ที่สามารถโอบอุ้ม ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ โดยการประพฤติคุณธรรมอันยากยิ่ง นานานับประการอย่างไม่ย่อท้อ พระโพธิสัตว์ จึงเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาชีวิต คือมนุษย์หรือสัตว์โลกที่มีชีวิตอย่างมีพัฒนาการ มีความมุ่งมั่นศรัทธาฝึกหัดปฏิบัติในวิถีโพธิธรรมทั้ง 10 ประการ จนสามารถพัฒนาตนเองจากสามัญสัตว์เป็นโพธิสัตว์ผู้สามารถพึ่งตนเองและช่วยเหลือขนสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ นับเป็นวิถีการปฏิบัติบำเพ็ญบารมีอันยาวไกลและยากยิ่งเหนือกว่าเทพเทวดาใด ๆ สิ่งนี้คือแก่นธรรมซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างโรงเจหอคุณธรรมฟ้าแห่งนี้ รวมถึงศาสนสถานอื่น ๆ ภายในวัดอ้อน้อย เพื่อให้ศิษย์และอนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ เป็นผู้มีศรัทธาที่จะฝึกหัดอบรมพัฒนา นำพาชีวิตของตนเองให้มีคุณธรรมสูงยิ่งขึ้น จากสามัญสัตว์ไปสู่อริยชน หรือโพธิชน จนเป็นผู้ที่มีชีวิตอย่างมีพัฒนาการสูงสุด คือถึงการดับแห่งทุกข์ได้